เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นตามแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
-เงินบาทผันผวนในกรอบแคบ-รอปัจจัยใหม่ โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าเล็กน้อยในช่วงแรก ก่อนจะแข็งค่ากลับมาตามทิศทางเงินเยนในช่วงกลางสัปดาห์ หลังผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้การร่วงลงของเงินเยนจะเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก แต่ก็ส่งผลทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เงินบาทอ่อนค่ากลับมาอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ ท่ามกลางการฟื้นตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ฯ เนื่องจากจุดสนใจของตลาดเปลี่ยนกลับมาที่แนวทางผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่น หลังจากเงินเฟ้อของทั้ง 2 ประเทศยังคงชะลอลง
-ในวันศุกร์ (28 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.83 เทียบกับระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (21 พ.ย.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (1-4 ธ.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิต/ภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงาน ตลอดจนรายงานดัชนี PMI เดือนพ.ย. ของหลายประเทศชั้นนำ และผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป อนึ่ง ตลาดการเงินในประเทศอาจมีจุดสนใจเพิ่มเติมที่รายงานอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งถูกคาดหมายว่า น่าจะมีทิศทางชะลอลงอย่างต่อเนื่อง
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
-ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงหนุนการซื้อหุ้นขนาดใหญ่ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,593.91 จุด เพิ่มขึ้น 0.93% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16.16% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 54,225.33 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 726.72 จุด ลดลง 2.08% จากสัปดาห์ก่อน
-ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์จากมุมมองเชิงบวกที่มีต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของจีน รวมทั้งมีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มพลังงานก่อนการประชุมโอเปก อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงในวันพุธจากแรงขายทางเทคนิค หลังดัชนีไม่สามารถผ่านระดับ 1,600 จุดได้ จากนั้น ตลาดหุ้นไทยปรับพุ่งอีกครั้งในวันพฤหัสบดีจากตามแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ก่อนที่ดัชนีจะปรับลดลงในวันศุกร์ จากแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานหลังโอเปกมีมติคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้ตามเดิม
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (1-4 ธ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวใกล้ระดับ 1,600 โดยต้องจับตาแรงซื้อเก็งกำไรท่ามกลางความคาดหวังที่มีต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล และเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะทยอยรายงานออกมา อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิต และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร นอกจากนี้ ยังต้องติดตามรายงานดัชนี PMI ของประเทศในยูโรโซน และจีน รวมทั้งผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป









