ที่อยู่อาศัยจดทะเบียนงวด9M57 ปรับลด 5%
บ้านเดี่ยวเติบโต 8% ต่างจากกลุ่ม
เราได้รวบรวมตัวเลขยอดที่อยู่อาศัยจดทะเบียนใน 3Q57 จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์มีจำนวนที่ 4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% YoY และ 29% QoQ โดยมียอดขายสะสมในงวด 9M57 จำนวน 9.3 หมื่นหน่วยลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีสัดส่วนมากสุด 54% ยังคงมาจากประเภทอาคารชุดหรือคอนโดมีเนียมที่ 5 หมื่นหน่วย เทียบกับปีก่อนปรับลดลง 3% รวมถึงสินค้าทาวน์เฮาส์มีอัตราที่ปรับลด 20% ขณะที่ตัวเลขโดยรวมการจดทะเบียนทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่ 2.7 หมื่นหน่วย กลับเพิ่มขึ้น 8% แสดงให้เห็นถึงสินค้าแนวราบประเภทบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดได้รับความสนในเพิ่มขึ้น สวนทางกับตลาดทาวน์เฮาส์และคอนโดมีเนียมที่อ่อนตัวลง
วิธีการก่อสร้าง Precast เข้าสู่สินค้าแนวราบได้อย่างสมบูรณ์
จากการได้ไปเยี่ยมชม ครงการบ้านเดี่ยวระดับราคาสูงของ PS ภายใต้ชื่อโครงการ The PLAM ที่มีมูลค่าโครงการอยู่ระหว่าง 9-25 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการแรกที่ PS ใช้วิธีการก่อสร้างแบบ Precast เต็มรูปแบบของการก่อสร้างสินค้าบ้านเดี่ยวในระดับราคาสูง โดยสามารถเป็นที่ยอมรับของกลุ่มลูกค้าระดับบนปัจจุบันมียอดขายราว 40% จากมูลค่าโครงการ 1.9 พันล้านบาท สอดคล้องกับการขยายโรงงานใหม่ที่รองรับการผลิตสินค้าในอนาคตโดยมีข้อดีที่สำคัญคือช่วยร่นระยะเวลาการก่อสร้างให้เร็วขึ้นจากเดิมอย่างน้อย 3 เดือนและลดความเสี่ยงจากแรงงานที่ขาดแคลน เราคาดว่าแนวโน้มการปรับเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างในการนำระบบก่อสร้างดังกล่าวเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมจะมีมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น SIRI LH QH นำระบบการก่อสร้างแบบ Precast มาใช้ในสินค้าระดับล่าง-กลางและได้รับผลตอบรับดีจากการรับรู้รายได้ที่เร่งตัวขึ้น เราคาดว่าในอนาคตผู้ประกอบการรายใหญ่จะพัฒนาการก่อสร้างไปยังกลุ่มลูกค้าระดับบนเช่นกัน
ปัจจัยบวกใน 4Q57
จากผลประกอบการ 3Q57 โดยรวมจาก 8 บริษัท มีผลกำไรโดยรวม 8.9 พันล้านบาทเติบโต 46%YoY และ21%QoQ ใกล้เคียงกับที่เราคาด ซึ่งเป็นผลจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการสินค้าคอนโดมีเนียมใหม่ สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ 4Q57 บริษัทที่มีความโดดเด่นจากผลประกอบการต่อเนื่องคือ PS SIRI LPN SPALI และ LH ซึ่งจะเป็นบริษัทที่มีผลกำไรของโครงการคอนโดมีเนียมใหม่เพิ่มจากใน 3Q57 รวมถึงยอดขายใน 4Q57 จากสินค้าแนวราบ และคาดว่าเป็นไตรมาสที่มีผลประกอบการเติบโตเด่นสุดของปี โดยLH จะมีความพิเศษนอกเหนือจากกลุ่ม คือการขายอสังหาริมทรัพย์ โครงการ Terminal 21 เข้ากองทุน REIT ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่ LH คาดสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. จะทำให้ LH สามารถบันทึกกำไรพิเศษจากการขายกองทุนดังกล่าวเข้าใน 4Q57 ได้ซึ่งจะทำให้มีผลกระกอบการเติบโตเด่นกว่ากลุ่ม
LH และ SPALI เป็น Top Pick
เราคาดว่าประเด็นบวกในระยะกลางของกลุ่ม จากผลประกอบการใน 4Q57 ที่คาดเห็นการเติบโตที่ต่อเนื่องเช่น LH SPALI LPN PS และ SIRI โดยเราแนะนำ ลงทุนใน LH นอกเหนือจากผลประกอบการที่เติบโตจากแผนการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการคอนโดมีเนียมเพิ่ม 2 แห่ง ยังมีปัจจัยบวกทีสนับสนุนเพิ่มคือการบันทึกกำไรจากการขายกองทุน REIT ขณะที่ SPALI ยังคงเห็นการเติบโตของผลประกอบการจากงานมือที่อยู่ระดับสูง โดยมีความเสี่ยงจากยอดขายที่อาจชะลอตัวลง จากการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามคาดคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด”









