วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

3 ปี พันสาขา "เมืองไทย ลิสซิ่ง"

รักษาตำแหน่งอันดับ 1 ธุรกิจทะเบียนสินเชื่อรถจักรยานยนต์ระดับประเทศ ควบคู่ดันยอดปล่อยสินเชื่อแตะ 2.5 หมื่นล้าน

“จุดเด่น” ของ บมจ.เมืองไทย ลิสซิ่ง หรือ MTLS ที่ว่าด้วยเรื่องการมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 คิดเป็น 42.58 เปอร์เซ็นต์ ในแง่ของยอดลูกหนี้เงินให้กู้ยืม แซงหน้าผู้ประกอบการที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจและให้บริการสินเชื่อใกล้เคียงกัน เช่น บริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิส หรือ CFGS ,บมจ.ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หรือ SAWAD และกลุ่มนิ่มซี่เล็งสิลซิ่ง จะใช่เหตุผลที่ทำให้ “เซียนหุ้นไซด์บิ๊ก” อยากได้หุ้น IPO หรือไม่?

แต่หากย้อนดูความสามารถในการทำ “กำไรสุทธิ” ของหุ้น IPO น้องใหม่ ราคา 5.50 บาท ที่กำลังจะเข้าซื้อขายวันแรกในวันที่ 26 พ.ย.นี้ จะพบว่า ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 บริษัทมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จาก 106 ล้านบาท ในปี 2554 เป็น 304 ล้านบาท ในปี 2555 ก่อนจะขยับขึ้นไปแตะ 349 ล้านบาท ในปี 2556 และ 256 ล้านบาท ในช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ในแง่ของรายได้ก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 662 ล้านบาท 1,249 ล้านบาท 1,548 ล้านบาท และ 872 ล้านบาท ตามลำดับ

ฐานะการเงินที่เติบโตทุกปี น่าจะสอดคล้องกับ “วิสัยทัศน์” ของตระกูลเพ็ชรอำไพ ในฐานะหุ้นใหญ่สัดส่วน 66.27 เปอร์เซ็นต์ ที่ว่า “เราจะรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจทะเบียนสินเชื่อรถจักรยานยนต์ระดับประเทศ” รวมถึง “5 พันธกิจ” ที่บริษัทแจ้งในไฟลิ่งว่า 1.จะขยายพื้นที่การให้บริการลูกค้าให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ 2.จะมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในแต่ละพื้นที่ที่ดำเนินการ 3.จะมียอดปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยต่อจำนวนพนักงานสูงที่สุดในธุรกิจเดียวกัน 4.จะให้ความสำคัญกับการดูแลและการบริหารหนี้ 5.จะให้บริการเป็นเลิศ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า

ปัจจุบัน MTLS มีสาขากระจายอยู่ทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ ฉะนั้นเงินที่ได้จากการะดมทุนรอบนี้ประมาณ 2,997 ล้านบาท นอกจากจะนำไปขยายสินเชื่อประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท และชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน 659 ล้านบาทแล้ว บริษัทยังจะนำไปขยายสาขาเพิ่มเติม โดยในปี 2558 ตั้งเป้าหมายขยายสาขาที่ระดับ 150 แห่ง มูลค่า 35 ล้านบาท โดย 50 เปอร์เซ็นต์ จะนำไปขยายสาขาในพื้นที่เดิมอย่างภาคเหนือและกลาง ส่วนที่เหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ ขยายสาขาในภาคอีสานและใต้ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เน้นระดับตำบลและอำเภอ

“3 ปีข้างหน้า (2558-2560) บริษัทอยากมีสาขาเปิดให้บริการ 1,000 แห่ง จาก 454 แห่ง และจะต้องมียอดปล่อยสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท จาก 12,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557” “ชูชาติ เพ็ชรอำไพ”ประธานกรรมการบริหาร MTLS ผู้นำสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ เจ้าของสโลแกน “บริการใกล้ชิด ดุจญาติมิตรที่รู้ใจ” บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”

ก่อนเข้าเรื่องแผนธุรกิจ เขาเล่าประวัติตัวเองให้ฟังว่า หลังเรียนจบปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ไปนั่งทำงานตำแหน่งพนักงานปล่อยสินเชื่อ ธนาคารกสิกรไทย 7 ปี ก่อนจะลาออกไปเรียนต่อปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ (MBA) ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังสำเร็จการศึกษา ก็กลับมาทำ “ธุรกิจปล่อยสินเชื่อรถจักรยานยนต์” จังหวัดพิษณุโลก เริ่มต้นธุรกิจแบบล้มลุกคลุกคลาน ช่วงนั้นพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่ คือ เมื่อผ่อนสินเชื่อหมดแล้วจะนำทะเบียนรถมากู้เงินต่อจากเรา เมื่อปล่อยสินเชื่อไปสักพัก ทำให้รู้สึกว่า ธุรกิจลักษณะนี้น่าจะไปดีกว่าธุรกิจเช่าซื้อ เพราะธุรกิจเช่าซื้อโอกาสเสียเยอะกว่า ซึ่งตัวเลขเติบโตปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ น่าจะการันตีได้ถึงความเจ๋งของธุรกิจ

ก่อนจะหันมาทำธุรกิจส่วนตัว “อาม่า” เคยสอนว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจจงยึดหลัก "สามประการ" นั่นคือ 1.อย่าเอาเปรียบลูกค้า ด้วยการคิดดอกเบี้ยแพงๆ แต่จงคิดดอกเบี้ยถูกๆ 2.จงให้บริการลูกค้าด้วยรอยยิ้ม และ 3.จงดูแลพนักงานให้กินอิ่มนอนอุ่น

“ดอกเบี้ยน้อยกำไรเยอะ ดอกเบี้ยเยอะกำไรน้อย” เมื่อลองตีโจทย์ ทำให้รู้ว่า หากเราคิดดอกเบี้ยไม่แพง ลูกค้าก็จะมากู้เงินกับเรา ทำให้บริษัทมีกำไรเยอะ แต่ถ้าคิดดอกเบี้ยแพง เราจะไม่มีลูกค้า และกำไรก็จะน้อย”

“บริษัทขวัญใจรากหญ้า” เล่าแผนธุรกิจว่า จากเป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า ที่พูดไปข้างต้น หากถามว่าจะเดินกลยุทธ์ด้วยวิธีใด แน่นอนเราต้องขยายสาขา ควบคู่การเพิ่มพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งพอร์ตสินเชื่อรถจักรยานยนต์ในอนาคตจะมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป้าหมายของเรา คือ “รักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในสินเชื่อรถจักรยานยนต์ระดับประเทศ”

ในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา เรามีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถจักรยานยนต์ 85 เปอร์เซ็นต์ สินเชื่อรถยนต์และรถเพื่อการเกษตร 14 เปอร์เซ็นต์ สินเชื่อส่วนบุคคล 1 เปอร์เซ็นต์ และมีมูลค่าพอร์ตสินเชื่อ 6,500 ล้านบาท จากลูกค้า 600,000 ราย คิดเป็นจำนวนบัญชี 700,000 บัญชี ซึ่งอนาคตการปล่อยสินเชื่อต้องเพิ่มขึ้น เขาย้ำ

ปัจจุบันประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์จำนวน 20 ล้านคน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ที่หมดสภาพแล้ว 5 ล้านคัน รถยังผ่อนไม่หมด 5 ล้านคัน และอีก 10 ล้านคันเป็นรถที่สามารถนำทะเบียนมาขอสินเชื่อได้ ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อรถจักรยานยนต์ 600,000 คัน คิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ ของรถจักรยานยนต์ที่สามารถขอสินเชื่อได้

ที่ผ่านมาบริษัทเติบโตมาด้วยทุนของตัวเอง แต่เมื่อวงเงินมีจำกัด แม้ว่าเราจะสามารถกู้เงินจากธนาคารได้ ประกอบกับเริ่มมองเห็นอนาคตของธุรกิจ เราจึงตัดสินใจเข้าตลาดหุ้น เพื่อนำเงินมาขยายช่องทางทำเงิน โดยจะเน้นเปิดสาขาในภาคอีสานและภาคใต้ ปัจจุบันสาขาหลักๆของเราอยู่ในภาคเหนือและกลาง วันนี้เราถือเป็น non bank ที่มีดอกเบี้ยถูกที่สุดในส่วนของสินเชื่อรถจักรยานยนต์

“ประธานกรรมการบริหาร” บอกว่า ในปี 2558 บริษัทตั้งเป้ายอดปล่อยสินเชื่อไว้ว่า ต้องยืนระดับ 17,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2557 ที่อาจมียอดปล่อยสินเชื่อประมาณ 12,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมการปล่อยสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน (นาโนไฟแนนซ์) เพราะต้องรอนโยบายรัฐบาลก่อน

ส่วนในแง่ของอัตรากำไรสุทธิ (Net peofit margin) คาดว่า ปีหน้าจะยืนสูงกว่าปีนี้ที่อยู่ระดับ 29-30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปี 2556 อยู่ที่ 29 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บริษัทจะสามารถเจรจาต่อรองกับสถาบันการเงินได้ ทำให้ต้นทุนการเงินลดลง 20-25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะช่วยให้อัตรากำไรสุทธิสูงขึ้น

ในอนาคตเรามีแผนจะขยายธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลมากขึ้น หลังรัฐบาลจะสนับสนุน “นาโนไฟแนนซ์” เพื่อเป็นการเปิดทางให้ผู้มีรายได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนธุรกิจของบริษัทในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์

เราในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดกรองข้อมูลการขอสินเชื่อของผู้มีรายได้ต่ำมาเป็นเวลานาน ย่อมมีฐานข้อมูลที่กว้าง ฉะนั้นอาจได้เปรียบบผู้ประกอบการรายอื่น หากนโยบายรัฐบาลมีความชัดเจน งานดังกล่าวจะทำให้ “เมืองไทย ลิสซิ่ง” มีรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่อาจเห็นภาพการเติบโตในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

“สำหรับนโยบายนาโนไฟแนนซ์ ลูกค้าจะสามารถกู้เงินได้ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน ปัจจุบันคนจนมีอยู่ 10 ล้านคน พอร์ตลูกหนี้ของเรามีอยู่ 600,000 คน ซึ่งพอร์ตลูกค้าหนี้ของบริษัทส่วนใหญ่เป็นคนจนที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นเรามีความพร้อมที่จะส่งเสริมคนเหล่านี้ได้”

“ชูชาติ” ทิ้งท้ายว่า นอกเหนือจากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อและรายได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว บริษัทยังมี “ความโดดเด่น” ในด้านการควบคุมและติดตามหนี้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ส่งผลให้พอร์ตลูกหนี้ของ MTLS มีคุณภาพดี เพราะมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพียง 1.72 เปอร์เซ็นต์ และมีหนี้สูญในระดับต่ำคิดเป็น 0.09 เปอร์เซ็นต์ของยอดลูกหนี้คงเหลือหลังหักรายได้ทางการเงินรอรับรู้ ส่วนตัวมั่นใจว่า ปัจจัยดังกล่าวจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ MTLS สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

หลังจากนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนทั่วไป และนักลงทุนสถาบัน พบว่า หลายคนสนใจหุ้นเราจำนวนมาก โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน ซึ่งมีความต้องการหุ้นเกินจำนวนที่จัดสรร โดยบริษัทได้ให้ข้อมูลนักลงทุนสถาบันไปว่า หากอยากได้เพิ่มคงต้องไปซื้อในกระดาน เพราะเราจัดสรรให้กับนักลงทุนสถาบันเพียง 35 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไป

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2557 บริษัทมีรายได้รวม 1,348.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.14 เปอร์เซ็นต์ จากงวดเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่มีกำไรสุทธิจำนวน 397.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.15 เปอร์เซ็นต์ จากงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันยังมีเงินให้สินเชื่อที่หยุดรับรู้รายได้ (เอ็นพีแอล) ต่อสินเชื่อรวม 1.64 เปอร์เซ็นต์ และหนี้สูญต่อสินเชื่อรวม 0.08 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริษัทยังสามารถรักษาอัตราส่วนทั้งสองได้ในระดับต่ำ และสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การกำหนดราคาหุ้น MTLS เรามีส่วนลดให้กับนักลงทุน 29.32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือนของ บมจ.ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หรือ SAWAD ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจใกล้เคียงกับธุรกิจของบริษัท”