พฤกษามองปี58ปีทองอสังหาฯ เปิด80โครงการมูลค่า8หมื่นล.

พฤกษามองปี58ปีทองอสังหาฯ เปิด80โครงการมูลค่า8หมื่นล.

พฤกษาฯ มองปี 58 ปีทองอสังหาฯ 4 ปัจจัยหนุน เศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ การเมืองนิ่ง เออีซี

ขณะที่ปัจจัยลบมีเพียง "แรงงานขาดแคลน-ทิศทางดอกเบี้ย" เคาะแผนลงทุนเปิด 70-80 โครงการมูลค่า 8 หมื่นล้าน คาดปีนี้รายได้ทะลุ 4.2 หมื่นล้าน ตามเป้า จากแบ็กล็อครอโอนปีนี้ 1.2 หมื่นล้าน เปรยทุนมาเลย์จีบร่วมทุน

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นับเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีการเติบโตถดถอย ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จากปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ฉุดความเชื่อมั่นและกำลังซื้อให้ลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่าตลาดจะเริ่มจะกลับมาพลิกฟื้นในไตรมาส 3 แต่ช่วงระยะเวลาการขายที่หายไปเกือบครึ่งปี รวมทั้งความมั่นใจและกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่กลับมาสู่ภาวะปกติ จึงเป็นอีกหนึ่งปีที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการ ที่จะฝ่าฟันให้บรรลุเป้าหมาย “ยอดขาย” และ”รายได้” ที่ตั้งไว้

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) คาดว่า ปีนี้ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ยังติดลบ 10% จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง แต่ตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มกลับมาดีขึ้น กำลังซื้อและความเชื่อมั่นเริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปีหน้า

อย่างไรก็ตามปีนี้ สำหรับพฤกษาแล้ว ยังถือว่าสามารถสร้างสถิติการเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีรายได้ทะลุเป้าที่ 4.2 หมื่นล้านบาท และกำไรมากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีกำไรอยู่ที่ 5.8 พันล้านบาท โดยผลประกอบการ 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ของปีนี้ มีกำไรอยู่ที่ 4.77 พันล้านบาท เติบโต 34.9%

"คาดว่ารายได้ในปีนี้จะทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 4.2 หมื่นล้านบาท หลังมีรายได้ 9 เดือนแรกอยู่ที่ 3.03 หมื่นล้านบาท โดยในไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่บริษัทมีรายได้สูงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ที่มีรายได้อยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท แม้ว่าที่ผ่านมาบริษัทเลื่อนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ ออกไป 11 โครงการ ไปเปิดโครงการในปี 2558 " นายทองมา กล่าว

ก่อสร้าง-โอนเร็ว ดันรายได้ขยับ

นายทองมา ยังกล่าวว่า ปัจจัยที่ผลักดันให้รายได้ของบริษัทยังคงเติบโตตามเป้า เนื่องจากบริษัทได้ขยายตลาดระดับพรีเมียมทั้งบ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม อีกทั้งปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้อยู่ที่ 3.87 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในไตรมาส 4 ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท และทยอยรับรู้อีกในปี 2558 จำนวน 1.62 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 1.05 หมื่นล้านบาท จะทยอยรับรู้ในปี 2558

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถก่อสร้างบ้านได้เร็วขึ้นจากวันจองถึงโอนเหลือเพียง 90 วัน จาก 96 วันในช่วงไตรมาส 2 อีกทั้งบริษัทยังมีโครงการที่เปิดขาย 180 โครงการ มูลค่า 77,997 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการแนวราบ 76% แนวสูง 23%

“เชื่อว่ากำไรปี 2558 เราจะทำสถิติสูงสุด ต่อเนื่องจากปี 2557 จากการรับรู้รายได้โครงการอสังหาฯที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีจำนวนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้น ผลักดันยอดขายของบริษัทให้ดีขึ้น และการบริหารต้นทุนการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยทำให้ต้นทุนลดลง ส่งผลให้บริษัทมีกำไรเพิ่มมากขึ้น”

ประเมินปีหน้าปีทองอสังหาฯ

นายทองมา ยังประเมินภาพรวมตลาดอสังหาฯในปี 2558 จะเป็นปีทอง คาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 10% เนื่องจากในปี 2557 ตลาดอสังหาฯมีฐานค่อนข้างต่ำ (ทั้งปีตลาดติดลบประมาณ 10%) ประกอบกับปัจจัยบวก อาทิ การเมืองนิ่ง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มกลับมา และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ม.ค.2559

ขณะที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของ อัตราดอกเบี้ยที่อาจจะเพิ่มขึ้น และปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคมากนักเพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้ปรับตัวมาระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาช่วยให้ผ่อนคลายปัญหา

กางแผนเปิด 80 โครงการ 8 หมื่นล.

จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ทำให้ปี 2558 บริษัทเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ประมาณ 70-80 โครงการ มูลค่าโครงการละประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือมูลค่าโครงการรวมประมาณ 7 - 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผนงานปี 2558 โดยจะเพิ่มสัดส่วนโครงการคอนโดมิเนียมเป็น 25% จากปัจจุบันมีสัดส่วนโครงการที่ 20% และโครงการแนวราบจะลดเหลือเป็น 75% จากปัจจุบันที่ 80% และสัดส่วนยอดขายและรายได้ของโครงการในต่างจังหวัดจะเพิ่มเป็น 8-9% ในปีหน้าจากปัจจุบันอยู่ที่ 7% โดยจะเน้นพัฒนาโครงการในจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ระยอง และอยุธยา

สำหรับไตรมาส 4 ปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 10 โครงการ มูลค่ารวม 9.6 พันล้านบาท แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 4 โครงการ ทาวน์เฮาส์ 5 โครงการ และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ รวมทั้งปีเปิด 62 โครงการ มูลค่า 5.83 หมื่นล้านบาท ลดลง 11 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้าน จากเป้าหมายเดิม 73 โครงการ มูลค่า 7.24 ล้านบาท

โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความล่าช้าของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) อีกทั้งบางโครงการอยู่ในทำเลที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งมองว่าสถานการณ์ตลาดยังไม่เอื้ออำนวย บริษัทจึงต้องการให้สถานการณ์ตลาดเหมาะสมกว่านี้

ทุนอสังหาฯมาเลเซียจีบร่วมทุน

นายทองมา กล่าวต่ออีกว่า บริษัทได้รับการทาบทามจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในมาเลเซีย ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน เจรจาเพื่อของให้พฤกษาเข้าไปร่วมลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาฯ ในมาเลเซีย แต่บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตามเห็นว่าการดำเนินธุรกิจอสังหาฯในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และบริษัทยังไม่มีความพร้อมมากที่จะเข้าไปรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว

“ในอนาคตถ้ามีโอกาสที่ดีและบริษัทมีความพร้อมด้านบุคลากรเหมือนในไทย เราก็สนใจร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ” นายทองมา กล่าว