มองอนาคต บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์ เทนเมนท์ ลอดแว่น สุรการ ศิริโมทย์ไม่เกิน 4 ปี กำไรสุทธิจะกลับมา พีค
กำไรสุทธิหายไปเกือบครึ่ง ราคาหุ้นย่อมถูกลดระดับความสวยเป็นธรรมดา
ย้อนกลับไปดูงบการเงินปี 2555 จะพบว่า บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์ เทนเมนท์ หรือ WORK ของสองหุ้นใหญ่ “ปัญญา นิรันดร์กุล” และ “ประภาส ชลศรานนท์” เคยสร้างสถิติสูงสุดในแง่ของกำไรสุทธิที่ระดับ 404.30 ล้านบาท ควบคู่ผลักดันราคาหุ้นสู่ยอดดอย 45.50 บาท
แต่เมื่อการเมืองไทยไม่สงบบวกกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวกำไรสุทธิในปี 2556 ลดระดับเหลือ 256.78 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัททำกำไรสุทธิได้เพียง 11.48 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 118.34 ล้านบาท ส่วนในแง่ของราคาหุ้นก็หล่นตุ๊บมาซื้อขายเฉลี่ย 30 บาท
แฟนพันธ์แท้มีโอกาสเห็นจุดพีทอีกครั้งเมื่อไหร่? “โอ๊ค-สุรการ ศิริโมทย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์ เทนเมนท์ รับอาสาตอบคำถามนี้ว่า “ไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้า ผู้ถือหุ้นอาจได้เห็นกำไรสุทธิของบริษัทกลับมายืนจุดเดิมที่ระดับ 400 ล้านบาทอีกครั้ง”
“ชายวัย 36 ปี” เล่าให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังว่า ปกติรายได้ของบริษัทมักขึ้นลงตามจำนวนรายการที่สามารถผลิตออกอากาศได้ แต่เมื่อวันนี้ WORK มีช่องทีวีดิจิทัลเป็นของตัวเองแล้ว ภายใต้ชื่อ Workpoint tv (ช่อง 1) จากนี้ไปผลประกอบการจะมีเสถียรภาพมากขึ้น
ที่ผ่านมาทีมบริหารมักทำแผนธุรกิจทั้งระยะสั้นปีต่อปี และระยะยาว 3-5 ปี (2557-2561) เป้าหมายของ WORK คือ ธุรกิจหลักต้องเติบโตสม่ำเสมอ เพื่อทำให้รายได้รวมขยายตัว เฉลี่ย 30 เปอร์เซ็นต์ทุกปี อย่างในปี 2557 เรามองรายได้ระดับ 2,300 ล้านบาท ส่วนปี 2558 มองไกลถึง 3,000 ล้านบาท
จากนี้ไปบริษัทจะให้ความสำคัญกับ 3 ธุรกิจหลัก นั่นคือ ธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ ธุรกิจจัดคอนเสิร์ตและละครเวที และธุรกิจรับจ้างจัดงาน จากทั้งหมด 6 ธุรกิจ “โอ๊ค” ลงลึกในรายละเอียดว่า สำหรับธุรกิจการผลิตรายการโทรทัศน์ วันนี้ WORK วางเป้าหมายไว้ว่า ช่อง Workpoint tv ต้องมีเรตติ้งรวมขยับจากอันดับ 4 ขึ้นสู่อันดับ 3 ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
“อนาคตจะขึ้นสู่เบอร์ 1 หรือ 2 ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย”
เพราะคอนเทนต์ของช่อง 7และ ช่อง 3 ยังคงแข็งแรงเหมือนเคย แต่เราสัญญาว่า จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปัจจุบันรายการที่มีเรตติ้งดีที่สุดของช่อง WORK คือ รายการชิงช้าสวรรค์ไมค์ทองคำ และรายการปริศนาฟ้าแลบ เรตติ้งเฉลี่ย 3 เปอร์เซ็นต์
วิธีการผลักดันช่อง Workpoint tv สู่เป้าหมาย คือ เราจะวางรูปแบบรายการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยปกติ WORK จะถนัดทำรายการเกมส์โชว์ และวาไรตี้โชว์ ฉะนั้นคงเดินทางนี้ต่อไป อีกกลยุทธ์ที่จะใช้ดึงสายตาคนดู นั่นคือ ซื้อคอนเทนต์ดีๆจากต่างประเทศมาออกอากาศในช่องทีวีดิจิทัล เช่น ละครจีนกำลังภายใน และละครเกาหลี เป็นต้น
ปัจจุบันเรามีคอนเทนต์ต่างประเทศประมาณ 300-400 เรื่อง มูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท ซึ่งสามารถใช้ออกอากาศได้นานถึง 2 ปี ซึ่งเราเตรียมความพร้อมเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเมืองไทยจะเปิดประมูลช่องทีวีดิจิทัล หากใครซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างประเทศที่อยู่ในกระแสตอนนี้มาออกอากาศ ราคาน่าจะสูงกว่าก่อนเปิดประมูลทีวีดิจิทัลประมาณ 3-4 เท่า
เขาย้ำว่า ในอดีต WORK เช่าเวลาช่องอนาล็อก เพื่อผลิตรายการและขายโฆษณา แต่วันนี้เรามีช่องทีวีดิจิทัลเป็นของตัวเองแล้ว ฉะนั้นในปี 2557 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจดังกล่าวจะยืนระดับ 75-80 เปอร์เซ็นต์ โดยจะมีรายได้มาจากรายการที่เช่าเวลาออกอากาศประมาณ 50-55 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นรายได้จากการผลิตเพื่อออกอากาศในช่องทีวีดิจิทัลประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2556 ที่มีรายได้จากการเช่าเวลา 70 เปอร์เซ็นต์ และช่องทีวีดิจิทัล 10 เปอร์เซ็นต์
แต่ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า รายได้จากช่องทีวีดิจิทัลจะเป็น “ตัวทำเงินหลัก” ของธุรกิจการผลิตรายการโทรทัศน์ โดยสัดส่วนจะยืนระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์จะเป็นรายได้จากการเช่าเวลาออกอากาศ
ปัจจุบัน WORK ผลิตรายการออกอากาศในช่องทีวีดิจิทัลประมาณ 5-6 ชั่วโมง ที่เหลืออีก 2 ชั่วโมง เราจ้างบริษัทในเครือและบริษัทนอกผลิตรายการ อนาคตสัดส่วนการผลิตรายการเองอาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากเรตติ้งช่องทีวีดิจิทัลดีแบบนี้อาจมีผู้ผลิตมาขอแชร์ช่วงเวลาก็ได้ คงต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้ง ฉะนั้นวันนี้ยังไม่สามารถฟันธงได้
ส่วนการเช่าเวลาออกอากาศรายการในช่องอนาล็อก ปัจจุบันมีทั้งหมด 12 รายการ คิดเป็นประมาณ 12 ชั่วโมง ถามว่าตามแผนมีโอกาสลดเวลาเช่าออกอากาศหรือไม่ หลังมีช่องเป็นของตัวเอง เขาตอบว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณาภาพรวมของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล คาดว่าอีก 1-2 เดือน จะได้ข้อสรุป วันนี้ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะในแง่ของอัตราค่าโฆษณา และกำลังซื้อโฆษณา หลังประเทศไทยเปลี่ยนถ่ายจากระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิทัล แต่ในช่วงนี้ WORK ยังคงผลิตรายการเพื่อออกอากาศในช่องอนาล็อกในจำนวนเดิม สุดท้ายจะเพิ่มหรือจะลดคงต้องรอดูผลศึกษาอีกครั้ง มือการเงินบอกอย่างนั้น
“สุรการ” เล่าถึงธุรกิจตัวต่อไปว่า เราจะให้ความสำคัญในธุรกิจรับจ้างจัดงานมากขึ้น เมื่อก่อนเราอยู่ในช่วงสร้างแบรนด์ ทำให้รับงานได้เพียงมูลค่า 15-20 ล้านบาท แต่เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักก็ขยับมารับงานมูลค่า 30-60 ล้านบาท
อย่างในปี 2557 เราจับมือกับพันธมิตรรับงานขนาดใหญ่มูลค่า 200 ล้านบาท ก่อนจะขยับมารับงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการจัดงานเอ็กโป มูลค่า 700 ล้านบาท ฉะนั้นจากนี้ WORK จะพยายามรับงานที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อก้าวไปสู่ระดับอินเตอร์
สำหรับธุรกิจสุดท้าย คือ ธุรกิจการจัดการแสดงคอนเสิร์ตและละครเวที ตามแผนโรงละครจำนวน 1,000 ที่นั่ง มูลค่าลงทุน 350 ล้านบาท ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 7 ของโครงการสแควร์วัน SQ1 จะสามารถเริ่มเปิดโชว์แรกได้ในเดือนเม.ย.2558
ดังนั้นตั้งแต่ปีหน้ารายได้จากธุรกิจดังกล่าวจะเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 0.62 เปอร์เซ็นต์ เป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทจะพยายามผลักดันรายได้ส่วนนี้ให้ขยายตัวปีละ 10 เปอร์เซ็นต์
“ธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ ถือเป็นงานที่มีมาร์จิ้นดีที่สุดเฉลี่ย 45-55 เปอร์เซ็นต์ ส่วนธุรกิจรับจ้างจัดงานและธุรกิจจัดการแสดงคอนเสิร์ตและละครเวที มาร์จิ้นจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมาร์จิ้นรวมของ WORK จะยืนระดับ 45-50 เปอร์เซ็นต์ อนาคตมาร์จิ้นรวมคงยืนระดับนี้ เว้นแต่ว่าช่องทีวีดิจิทัลของเราฮิตมาก"
ถามถึง 3 ธุรกิจที่เหลือของ WORK “สุรการ” อธิบายว่า สำหรับธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนตร์ ตามแผน WORK จะผลิตภาพยนตร์อย่างน้อยปีละ1-2 เรื่อง แต่ในปี 2557 คงไม่มีหนังฉายในโรงภาพยนตร์ แต่เราจะรับจ้างผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นให้กับลูกค้าแทน ส่วนธุรกิจการผลิตและตัดต่อภาพเคลื่อนไหว คงไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรกับรายได้รวม
ส่วนธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ยอมรับว่า เป็นช่วง Slow Down ของอุตสาหกรรม ตามแผนเราจะลดความสำคัญของธุรกิจนี้ลงเรื่อยๆ หรืออาจปิดตัวไปเลย คงต้องรอดูทิศทางธุรกิจอีกครั้ง เมื่อก่อนเราเคยออกพ็อกเก็ตบุ๊คเฉลี่ยปีละ 15 เล่ม แต่ปัจจุบันมีพ็อกเก็ตบุ๊คออกเพียง 7-8 เล่ม และมีโอกาสลดลงอีก ฉะนั้นปี 2557 รายได้ส่วนนี้อาจไม่ถึง10 ล้านบาท
วันนี้ WORK มีจุดตำหนิอะไรต้องแก้ไขหรือไม่? เขาตอบว่า น่าจะเรื่องการบริหารจัดการบุคลากรให้เพียงพอกับงาน เพื่อมุ่งหน้าเติบโตตามแผน ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานประมาณ 600 คน ตัวเลขนี้ถือว่าโอเคแล้ว หากจะเพิ่มอีกคงไม่เยอะ แต่เราจะผลักดันให้เขาทำงานให้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วน “จุดเด่น” แน่นอนต้องยกให้เรื่องคอนเทนต์ WORK มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน
ฝากสารอะไรถึงแฟนพันธุ์แท้หรือไม่? “มือการเงิน” ส่งยิ้ม ก่อนพูดว่า ปี 2557 เป็นปีแห่งการลงทุน หลังบริษัทใช้เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท ในการก่อสร้างห้องสตูดิโอเพิ่มเติมจาก 9 ห้อง เป็น 16 ห้อง มูลค่า 150 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2558
ฉะนั้นปี 2557 กำไรสุทธิอาจไม่สูงกว่าปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอาจลดลงจากระดับ 11 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 3-4 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้เราบอกผู้ถือหุ้นทุกคนไปแล้ว ส่วนปี 2558 เราจะใช้เงินลงทุนแค่ 150 ล้านบาท ดังนั้นปีหน้าทุกคนจะเริ่มเห็นผลกำไรที่ดีขึ้น
“วันนี้อัตราหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ยืนระดับ 1.5 เท่า แต่เป้าหมาย คือ ต้องน้อยกว่า 1 เท่า เราน่าจะทำได้ เพราะจากนี้บริษัทจะใช้เงินลงทุนแค่ปีละ 50-100 ล้านบาท”
ธุรกิจกำลังจะดีขึ้นโอกาสจะเห็นบริษัทจ่ายเงินปันผลมากกว่าเดิมไม่น่าใช่เรื่องยากใช่หรือไม่? เขาตอบว่า ปกติบริษัทมีโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ แต่ที่ผ่านมาบริษัทจ่ายเงินปันผล 75-80 เปอร์เซ็นต์
เมื่อถามว่า ราคาหุ้น WORK ใกล้เคียงพื้นฐานหรือยัง “โอ๊ค”บอกว่า ราคาหุ้น WORK วันนี้สะท้อนอนาคตแล้ว ที่ผ่านมานักลงทุนส่วนใหญ่จะสนใจแผนธุรกิจของบริษัทมากเป็นพิเศษ แม้นักลงทุนรายใหญ่บางรายจะไม่ได้มาประชุมเอง แต่ก็ส่งตัวแทนมาสอบถามข้อมูลตลอด โดยเฉพาะ “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” เจ้าของพอร์ตหลายพันล้านบาท
ปัจจุบันกองทุนถือหุ้น WORK เพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราอยากเห็นตัวเลขขยับขึ้นเป็นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านมาบริษัทเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศเป็นประจำ ส่วนใหญ่จะเจอคำถามที่ว่า หาซื้อหุ้น WORK ไม่ได้เลย บางรายเสนอขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 2 ราย (ปัญญาและประภาส) ยังไม่มีแผนขายหุ้นของตัวเองออกมา และยังไม่มีแผนเพิ่มทุน เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพิ่งขายหุ้นเพิ่มทุนให้บริษัท เดนท์สุมีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 8,932,559 หุ้น ราคา 22.39 บาท
จาก “โบรกเกอร์” สู่ “ดิจิทัล”
“สุรการ ศิริโมทย์” เป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูล พื้นเพเป็นคนกรุงเทพ ก่อนพ่อและแม่จะเข้าสู่วัยเกษียณ ผู้เป็นพ่อเคยยึดอาชีพวิศวกรรมบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด ส่วนมารดาก่อนทำหน้าแม่บ้านเคยทำธุรกิจส่วนตัว
หลังโอ๊คเรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาไฟฟ้าสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสินรินทร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 3 เขายังไม่เดินเข้าสู่วังวงของโลกมุนษย์เงินเดือน แต่เลือกที่จะเรียนต่อปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกบริหารการจัดการ college of management มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนจะบินไปเรียนปริญญาโทต่ออีกใบ ด้านบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกการเงิน San Francisco State University
ด้วยความที่คิดถึงเมืองไทยมาก ทันทีที่เรียนจบเขารีบบินกลับบ้านเกิดทันที ก่อนจะเริ่มงานแห่งแรกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวานิชธนกิจ บล.ธนชาติ ช่วงเข้าทำงานใหม่ๆ “ครรชิต ควะชาติ” อดีตผู้บริหารบล.ธนชาติ และบมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์ เทนเมนท์ ยังทำงานอยู่ในบล.ธนชาติ ทำให้ “โอ๊ค” มีโอกาสรู้จักทีมงานหลายๆคนของ WORK
“โอ๊ค” นั่งทำงานได้ 6 ปีกว่า เขาตัดสินใจย้ายไปนั่งเก้าอี้ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการเงินการลงทุน Boutique Group of Companies (A JV of LBREP and Capital Land) เรียนรู้ได้ 3 ปี ย้ายกลับไปทำตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวานิชธนกิจ บล.ธนชาติอีกครั้ง แต่ทำได้เพียงสั้นๆ เท่านั้น หลังทีมงาน WORK โทรมาชักชวนให้ไปนั่งทำงานแทน “ครรชิต” ที่ลาออกไป
เมื่อได้ฟังแผนงานต่างๆจาก “ปัญญา นิรันดร์กุล” และ “ประภาส ชลศรานนท์” ทำให้ “โอ๊ค” เกิดความรู้สึกที่ว่า “หากได้ทำงานบางอย่างในช่วงแรกๆคงดี” ตอนนั้น WORK กำลังวางแผนจะเข้าประมูลช่องทีวีดิจิทัล และเตรียมเซ็นสัญญาเช่าที่ดินในโครงการ สแควร์วัน SQ1 ของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำโรงละครจำนวน 1,000 ที่นั่ง
“ทำงานที่นี่มาตั้งแต่เดือนก.พ.2556 รู้สึกมีความสุขมาก ตั้งใจจะอยู่ไปจนกว่าเกษียณ WORK เปิดโอกาสให้ผมมีส่วนร่วมในงานหลายๆอย่าง แม้โดยตำแหน่งจะรับหน้าที่ดูแลด้านการเงิน แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งสองท่านก็ให้เราแสดงความคิดเห็นในงานส่วนอื่นด้วย” “สุรการ” บอกความรู้สึก









