"สมหมาย"เดินหน้าปฏิรูปภาษี พุ่งเป้า"คนรวย" ชงขึ้นแวตปลายปี58 "ฉัตรชัย"เล็งดูแลราคาข้าวเปลือก 8,500-9,000บ./ต.
คลังเดินหน้าปฏิรูปภาษี พุ่งเป้าภาษีจากคนมีรายได้สูง พร้อมเตรียมปรับ"แวต"ปลายปีหน้า ยอมรับภาษีมรดกทำยาก หนุนเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ด้าน"ฉัตรชัย"เตรียมเรียกผู้ประกอบการถกตรึงราคาสินค้า พร้อมออกมาตรการดูแลข้าวเปลือก แต่ไม่ใช่แทรกแซง
รัฐมนตรีคลังส่งสัญญาณขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ระบุ จำเป็นต้องขึ้นเมื่อถึงเวลาเพื่อหารายได้ และเป็นเป้าหมายของรัฐบาล ขณะที่ สั่งให้มีการศึกษาภาษีมรดกก่อนนำไปใช้ให้รอบคอบ พร้อมเร่งทุกส่วนราชการสังกัดกระทรวงการคลังทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ยอมรับจีดีพีปีนี้ไม่ถึง 2%
วานนี้(15 ก.ย.) รัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายอย่างเป็นทางการวันแรกให้กับส่วนราชการในสังกัด โดยเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว
รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าภายใน 1 ปีจะเกิดการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ แต่นโยบายด้านเศรษฐกิจถือว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัวและเห็นผลได้ทันที เมื่อเปรียบเทียบการปฏิรูปทางด้านการเมือง
นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าการพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นหนึ่งในแผนปฏิรูปภาษีที่กระทรวงการคลังพิจารณา และ ถือเป็นเป้าหมายของรัฐบาลที่จะประกาศปรับขึ้นในช่วงปลายปี 2558 สาเหตุหนึ่งเพราะประเทศไทย มีภาระหนี้ที่ต้องชำระ ฉะนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องปรับขึ้นภาษีตัวนี้ เพื่อหารายได้
อย่างไรก็ตาม นายสมหมายไม่ได้ระบุว่าจะขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราเท่าไร
"แผนปฏิรูปภาษี ไม่ใช่มีแค่ภาษีมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แต่เรายังมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องพิจารณาด้วย กรณีของประเทศญี่ปุ่นเขาได้ปรับขึ้นจาก 5% เป็น 8% และ ยังมีแผนจะเพิ่มอีก 2% ถือว่า เพิ่มจากอัตรา 5% เป็นเท่าตัว ซึ่งไทยทำไม่ได้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องขึ้น เพราะเรามีภาระหนี้ที่ต้องดูแล" เขากล่าวหลังมอบนโยบายแก่ผู้บริหารส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการคลังเมื่อวานนี้ (15 ก.ย.)
นายสมหมายกล่าวว่าการปรับขึ้นภาษีมูลเพิ่มจะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นด้วย โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจและความรู้สึกของประชาชนที่จะยอมรับกับอัตราภาษีที่จะเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงการคลังต้องดำเนินการให้พร้อม โดยเฉพาะการให้บริการทางด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในต่างจังหวัด รวมถึงการให้บริการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น
สั่งศึกษาภาษีมรดกให้รอบคอบ
สำหรับแผนการปฏิรูปภาษี นายสมหมาย กล่าวว่า ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมาล่วงหน้า โดยเฉพาะในเรื่องของร่างภาษีมรดก ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็มีความก้าวหน้าในเรื่องดังกล่าวมาก รวมถึงเรื่องลดหย่อนภาษีที่กำลังพิจารณาอยู่ ทั้งนี้การปฏิรูปภาษีมีวัตถุประสงค์เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งกระทรวงการคลังจะพยายามปฏิรูปให้เกิดผลดีหรือเกิดผลเสียน้อยที่สุด
นายสมหมายกล่าวว่าการจัดเก็บภาษีมรดกว่า ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและมีความชัดเจน เพราะอย่าลืมว่าคนรวยหนีภาษีเก่งมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะส่วนใหญ่คนรวย จะมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเรื่องการเสียภาษีให้ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีมรดกถ้าไม่รอบคอบ คนรวยก็จะหลบภาษีหมด เกิดผลทางลบตามมา
"ผมไม่คัดค้านเรื่องภาษีมรดก แต่ผมคิดว่า ต้องให้เวลากับกระบวนการของร่างกฎหมายให้รอบคอบ ซึ่งจะต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นจากหลายฝ่าย" เขากล่าว
ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า ร่างภาษีมรดกที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ ไม่ได้เก็บภาษีจากกองมรดก แต่เป็นการเก็บภาษีจากผู้รับ ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ผู้รับบางรายอาจไม่มีเงินมาชำระภาษี บางกรณีอาจต้องขายทรัพย์สินมาเพื่อเสียภาษี ซึ่งเป็นห่วงสำหรับกรณีนี้ จึงอยากฟังเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย
สำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถือเป็นการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน ที่มีประสิทธิผลมากกว่าภาษีมรดก โดยเงินที่ได้ก็จะเข้ารัฐในทุกๆ ปี จึงต้องคิดเรื่องพวกนี้ให้ดีๆ และอาจนำเรื่องนี้หารือกับนายกรัฐมนตรี
"เรื่องภาษีต่างๆ นั้น ยังตอบความชัดเจนไม่ได้ จะแน่นอนเมื่อเข้าสภาฯไปแล้ว แต่ยืนยันหลักการว่า จะเก็บภาษีจากคนมีตังค์"เขากล่าว
"ฉัตรชัย"ถกมาตรการตรึงราคาสินค้า
ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังมอบนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ว่าจะเชิญผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคมาหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการดูแลราคาสินค้า เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งหลังจากนั้น จะรู้ว่าควรต่ออายุมาตรการตรึงราคาสินค้าเพิ่มเติม จากเดิมที่มาตรการขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าจะสิ้นสุดมาตรการ 30 พ.ย.นี้
“การต่ออายุมาตรการหรือไม่ ต้องดูสถานการณ์ก่อน โดยจะเรียกผู้ประกอบการสินค้ามาคุย เพื่อสร้างความเข้าใจ ซึ่งยอมรับว่าราคาสินค้ามีความผันผวน แต่อยากให้ทุกคนนึกถึงผลประโยชน์ของชาติ ยืนยันว่าผมไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีผลประโยชน์ระหว่างเจรจากับเอกชนแน่นอน” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
เป้าหมายข้าวเปลือก8,500-9,000บาท
ด้านการดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าข้าวนั้น พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่าจะไม่เน้นการใช้มาตรการแทรกแซง แต่หากจำเป็นต้องแทรกแซงก็จะใช้มาตรการแทรกแซงให้น้อยที่สุด ควรเน้นที่การลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ชาวนามากกว่า โดยเป้าหมายของการดูแลข้าวฤดูกาลใหม่ให้ชาวนานั้น ตั้งเป้าราคาข้าวเปลือกควรอยู่ที่ 8,500-9,000 บาท/ตัน
"ขณะนี้มีมาตรการรองรับในดูแลราคาไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยว่า เพราะจะส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาของตลาด"
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวถึงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล 18 ล้านตันว่ายังระบายอย่างต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่องทางไหนต้องดูภาวะตลาด ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายรูปแบบที่ใช้ในช่องทางการระบายทั้งการขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) การขายให้กับเอกชน โดยในช่วงที่ข้าวผลผลิตใหม่ออกมา ก็อาจเน้นขายไปในตลาดต่างประเทศ
ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์มีการทำงานร่วมกับเอกชนในการหาตลาดข้าวไว้รองรับข้าวฤดูกาลใหม่ ที่จะผลักดันราคาให้เพิ่มขึ้นทั้งตลาดอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอิหร่าน ที่ล่าสุดปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับประเทศอิหร่านเรื่องการค้า และอาจมีการขายข้าวให้ โดยในเดือนพ.ย.ไทยได้เชิญอิหร่านมาเจรจาซื้อขายข้าวเพิ่มเติม
“ด้านการขายข้าวให้จีน ล่าสุดได้มีการเจรจากับทางคอฟโก ในส่วนสัญญาเดิมที่ได้ตกลงกันไว้ 1 ล้านตัน และได้ส่งมอบไปแล้ว 1 แสนตัน เหลืออีก 9 แสนตัน ได้เจรจาใหม่ ซึ่งได้ก็ได้ผลประโยชน์จากการขายข้าวให้คอฟโกเพิ่มขึ้น”
ยันเป้าส่งออกปีนี้3.5%-ปีหน้า4%
นอกจากนี้ ในด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ยังคงให้เดินหน้าเจรจาต่อไป เพราะแม้คู่เจรจาบางประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) แจ้งว่าจะไม่เจรจากับไทย แต่คิดว่าการค้ากับการเมือง ต้องแยกออกจากกัน และเรื่องการค้า เชื่อว่าสุดท้ายจะมีการกลับมาเจรจาระหว่างกัน
สำหรับการดูแลภาคการส่งออก โดยปี 2558 กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกขยายตัว 4% แต่อยากผลักดันให้ตัวเลขส่งออกขยายตัว 10% ซึ่งต้องรอประเมินก่อนว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ส่วนปีนี้คาดว่าการส่งออกจะเติบโตที่ระดับ 3% กว่าๆ โดยยืนยันไม่มีการปรับเป้าหมายส่งออกที่กำหนดไว้ 3.5% เพราะถือเป็นเป้าทำงาน หากไม่กำหนดเป้าหมาย หากผลักดันอย่างเต็มที่แล้วไม่ถึงเป้าหมาย ก็ไม่เป็นไร
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เร่งทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่ในการส่งออก เพื่อเพิ่มช่องทางการส่งออกมากขึ้น และจะต้องเร่งผลักดันการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
"จักรมณฑ์"วางกรอบ3ระยะ
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่านโยบายการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมจะวางไว้ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้นภายใน 3 เดือน จะผลักดันเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ โดยภายใน 3 เดือนจะต้องไม่ต่ำกว่า 31% จากงบประมาณ 5.8 พันล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันจีดีพีให้ได้มากที่สุด
2. ระยะกลาง ภายใน 6 เดือน จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆให้สมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จภายใน 6 เดือน ส่วนกฎหมายที่ต้องแก้ไขที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี ส่วนระยะยาวภายใน 1 ปี จะเป็นการวางรากฐานที่สำคัญๆ เอาไว้โดยเฉพาะการผลักดันให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจฐานดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) และระบบโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื่อมต่ออย่างมีประสิทธิภาพกับโลจิสติกส์ของรัฐ รถไฟรางคู่ เป็นต้น
เชื่อกฎหมายใหม่แก้ปัญหาคอร์รัปชัน
นายจักรมณฑ์ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตทางราชการ พ.ศ.....ว่ากฎหมายมอบอำนาจให้การออกใบอนุญาตต่างๆเป็นของข้าราชการประจำ ว่าอาจจะทำให้ข้อราชการมีอำนาจมากเกินไปจนอาจเกิดการทุจริตได้นั้น มองว่าในกฎหมายฉบับนี้ข้าราชการจะเป็นผู้ออกใบอนุญาต แต่รัฐมนตรีจะมีหน้าที่รับเรื่องอุทธรณ์ หากข้าราชการทำไม่ถูกต้องรัฐมนตรีก็สามารถลงโทษได้ เป็นการคานอำนาจซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยแก้ไขการทุจริตในวงราชการได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังได้กำหนดขั้นตอนการอนุญาตที่ละเอียดมาก มีการกำหนดระยะเวลาทุกขั้นตอนชัดเจน จึงไม่สามารถดึงเรื่องเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ได้ ซึ่งหากตรวจสอบว่าเอกสารครบถ้วนแล้วและตีตรารับเรื่องแล้ว ก็จะขอเอกสารจากผู้ประกอบการเพิ่มอีกไม่ได้ เพื่อปิดช่องการขอเอกสารไม่รู้จักจบสิ้นจนทำให้เอกชนต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ขั้นตอนเดินหน้าต่อไปได้









