กำไรครึ่งปี 57 หดตัว 5% แต่คาดกำไรทั้งปีเติบโต ราว 8%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
2Q57 กำไรเพิ่มขึ้น 55%QoQ แต่ลดลง 12%YoY กำไรครึ่งปีลดลง 5% : ในช่วง 2Q57 มีกำไรสุทธิ 979 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 55%QoQ แต่ลดลง 12%YoY เนื่องจาก 1) รายได้จากการขายโครงการลดลง 6%YoY แม้มียอดโอนบ้านเพิ่มขึ้นแต่ยอดโอนคอนโดมิเนียมลดลงมากกว่า 2) อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปรับดีขึ้นเป็น 33.1% ใน 2Q57 เมื่อเทียบกับ 32.2% ใน 2Q56 และ 32% ใน 1Q57 อย่างไรก็ดีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 17.5% ใน 1H57 จาก 16.2% ใน 1H56 ทั้งนี้กำไรครึ่งแรกปี 2557 เท่ากับ 1.6 พันล้านบาท หดตัว 5% คิดเป็น 45% ของประมาณการทั้งปีที่ 3.6 พันล้านบาท
คงประมาณการกำไรปี 2557-2558 ตามเดิมซึ่งเติบโตราว 8%และ16% ตามลำดับ : ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการรายได้และกำไรสุทธิปี 2557 ตามเดิมที่ 1.95 หมื่นล้านบาท และ 3.6 พันล้านบาทซึ่งทรงตัว และเติบโต 8% ตามลำดับ ทั้งนี้ปลายเดือนมิ.ย.2557 มียอดขายรอโอน 8.9 พันล้านบาทซึ่งส่วนที่จะโอนภายในปีนี้มีจำนวน 3.6 พันล้านบาท แสดงว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยมี backlog รองรับแล้ว 70% ทั้งนี้กำไรในช่วง 3Q57 มีแนวโน้มแผ่วลงจากการโอนคอนโดมิเนียมที่ยังไม่มากและจะปรับดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่มีแผนโอนคอนโดมิเนียมมากขึ้น สำหรับประมาณการปี 2558 คาดรายได้ราว 2.22 หมื่นล้านบาทและกำไรราว 4 พันล้านบาทเติบโต 14%
ยอดขาย presale กระเตื้องขึ้น ครึ่งแรกปี 2557 ทำได้ 43% ของเป้าทั้งปี : แผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2557 มี 27 โครงการมูลค่ารวม 2.45 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่เปิดขาย 18 โครงการมูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท โดยเปิดโครงการประเภททาวน์เฮาส์ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็น 37% จาก 22% ในปี 2556 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าระดับกลางที่ตอบรับทาวน์เฮาส์ภายใต้ชื่อ เดอะทรัสต์และกัสโตเป็นอย่างดี และการเดินหน้าตามแผนการรับรู้รายได้จากบ้านเดี่ยว 50% ทาวน์เฮาส์ 25% และคอนโดมิเนียม 25% ยอดขาย presale ครึ่งแรกปี 2557 ทำได้ 9.1 พันล้านบาทคิดเป็น 43% ของเป้าทั้งปีที่ 2.14 หมื่นล้านบาทซึ่งเติบโต 5%YoY และมีโอกาสเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีตามแผนเปิดขายโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังที่จะเปิดอีก 15 โครงการทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ได้แก่ เชียงราย ชลบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 5.30 บาทสำหรับปี 2558 : ปัจจัยพื้นฐานยังดีจากการมีสินค้าที่หลากหลายสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม อีกทั้งยังมีสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากการถือหุ้น HMPRO(20%) และ LHBANK(22%) ซึ่งผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตดี นอกจากนี้ยังถือหุ้นในกองทุนรวม QHPF (26%) และ QHHR(31%) อีกด้วย ราคาเหมาะสมซึ่งอิงวิธี Prospect PER ที่ระดับ 12 เท่าอยู่ที่ 5.30 บาทซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด และสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหุ้น (NAV) ณ ปลายเดือนมิ.ย.2557 ที่ 4.53 บาท ขณะที่คาดการณ์ yield อยู่ที่ระดับราว 4-5% ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจทำให้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ”









