หนี้แผนฟื้นฟูมีเจ้าหนี้ยื่นฟ้อง
เจ้าหนี้ 4 รายยื่นฟ้องมูลหนี้รวม 1,600 ล้านบาท
JAS ได้รับคำฟ้องมีเจ้าหนี้ 4 รายได้แก่ ธนาคารเมกะสากลพาณิชย์, ชินฮานแบงค์, บริษัท บริหารสินทรัพย์ไทย (เอ) และธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้งฯ ยื่นฟ้องศาลให้บริษัทชำระหนี้มูลค่ารวม 1,600 ล้านบาท (คิดเป็นมูลค่า 0.22 บาท/หุ้น) แบ่งเป็นสกุลบาท 526 ล้านบาท, สกุลดอลลาร์ 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสกุลเยน 1,736 ล้านเยนญี่ปุ่น ทั้งนี้ JAS แจ้งว่ามูลหนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้ที่เคยมีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท และมีธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้งฯ เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทฯ ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนเจ้าหนี้อีก 3 ราย มิได้มีรายชื่อเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทฯ ตามแผนฟื้นฟูกิจการ อย่างไรก็ตามมูลหนี้ที่ยื่นฟ้องมากกว่าภาระหนี้เพิ่มที่บริษัทประเมินไม่เกิน 1,343 ล้านบาท (คิดเป็นมูลค่า 0.19 บาท/หุ้น)
ความเสี่ยงภาระหนี้เพิ่มกระทบราว 0.50-1.10 บาท
จากการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทราว 11,800 ล้านบาท มีเจ้าหนี้ 59% เห็นชอบแผนฟื้นฟู แต่มีเจ้าหนี้บางส่วนที่ไม่เห็นชอบแผนฟื้นฟูและเรียกร้องให้บริษัทชำระเพิ่มเติม ข้อมูลที่เราได้รับจากบริษัทระบุว่า เจ้าหนี้กลุ่มนี้มีมูลหนี้เป็นสัดส่วน 30% หรือราว 3,600 ล้านบาท จึงมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีเจ้าหนี้รายอื่นมาเรียกร้องให้บริษัทชำระหนี้เพิ่มจาก 1,600 ล้านบาท เราประเมินความเสี่ยงกรณีมีเจ้าหนี้รายอื่นยื่นฟ้อง ทำให้มูลหนี้ (ไม่รวมดอกเบี้ย) มีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 2 กรณี 1) มูลหนี้เพิ่มเป็น 3,600 ล้านบาท (คิดเป็นมูลค่า 0.50 บาท/หุ้น) ซึ่งเป็นมูลหนี้ส่วนของเจ้าหนี้ที่ไม่เห็นชอบแผนฟื้นฟูและเรียกร้องให้บริษัทชำระเพิ่มเติม และ 2) มูลหนี้เพิ่มเป็น 8,000 ล้านบาท (คิดเป็นมูลค่า 1.10 บาท/หุ้น) เป็นมูลหนี้ที่ถูกปรับลดก่อนเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งนี้เรามองว่ากรณีที่ 2 มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย
การพิจารณาในชั้นศาลจะพิสูจน์ 3 ประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาไม่เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการฯ ครบอายุความ 1 ปีเมื่อ 20 ส.ค.57 หากเจ้าหนี้ไม่ได้ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หนี้นั้นจะกลายเป็นหนี้ขาดอายุความ ซึ่งลูกหนี้มีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ แต่ไม่ทำให้เจ้าหนี้เสียสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับคดี (ป.พ.พ. มาตรา 193/9, 193/10) เรามองว่าการพิจารณาคดีเจ้าหนี้ฟ้องให้ชำระหนี้ในชั้นศาลจะมีการพิสูจน์ 3 ประเด็นสำคัญ 1) สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ 2) จำนวนหนี้ตามคำฟ้อง และ 3) หนี้ขาดอายุความหรือไม่ ขณะเดียวกันการไต่สวนในชั้นศาลจะยืดเยื้อนาน 7-10 ปี ซึ่ง JAS ยืนยันจะยังไม่มีการชำระหนี้และตั้งสำรองหนี้ในงบการเงินจนกว่าคดีจะมีคำชี้ขาดเป็นที่สุดจากศาล
ระยะสั้นราคาหุ้นผันผวนจากการฟ้องร้องคดี
เรามองว่าระยะสั้นหุ้น JAS จะเคลื่อนไหวผันผวนจาก 2 ประเด็นกดดัน 1) การยื่นฟ้องของเจ้าหนี้มีมูลหนี้สูงกว่าที่บริษัทประเมิน รวมทั้งกังวลอาจมีเจ้าหนี้รายอื่นยื่นฟ้องเพิ่ม และ 2) คำตัดสินคดี TT&T ขอคุ้มครองคำสั่งคุ้มครอง เรามองว่าจะกระทบการออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) แต่จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนสัดส่วนถือหุ้นใน TTT BB และผลการดำเนินงานตามปกติของ JAS เรายังคงประเมินผลกระทบจาก TT&T ฟ้องทั้ง 2 กรณีโดยเฉลี่ยผลกระทบกรณีละ 50% คิดเป็นมูลค่า 3.75 บาท/หุ้น (บทวิเคราะห์ JAS 7 ส.ค) รวมกับผลกระทบภาระหนี้เพิ่มจากกรณีศาลฎีกาฯ คิดเป็นมูลค่า 0.19 บาท/หุ้น เราปรับไปใช้มูลค่าเหมาะสมปี 2558 ที่ 8.15 บาท (รวมผลกระทบ 2 คดี)









