วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

IVL- ซื้อ

ออกวอร์แรนท์เพื่อขยายโอกาสในการลงทุน

ประเด็นการลงทุน

เราเชื่อว่าการออกวอร์แรนท์เป็นการเพิ่มความมั่นใจของนักลงทุนต่อความสามารถในการลงทุนของบริษัทว่าสามารถขยายโอกาสในการเติบโตได้ โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อราคาตลาดของหุ้นและต่อสิทธิออกเสียงของผู้ถือหุ้นเดิมมากนัก เราคิดว่าถ้าราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากประเด็นความกังวลต่อการลดลงของกำไรต่อหุ้น (ซึ่งเรามองว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์นี้) จะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสมหุ้น เราเห็นศักยภาพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของการเติบโตของกำไรหลักในปีนี้ หนุนโดยการกลับมาดำเนินงานปกติ, โรงงานโพลิเอสเตอร์แห่งใหม่ในประเทศอินโดนีเซียเริ่มดำเนินการผลิต, และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ค่อยๆปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ข่าวที่เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการเพิ่มจะช่วยหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น IVL ขณะนี้ซื้อขายที่ PER ณ สิ้นปี 2557 ที่ 26.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 34.4เท่า

การออกวอร์แรนท์เป็นการเพิ่มความสามารถในการลงทุนเพื่อขยายการเติบโตในอนาคต

ในวันที่ 3 ก.ค. 2557 คณะกรรมการบริษัท IVL อนุมัติให้มีการออกและจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท (วอร์แรนท์) จำนวน 2 ชุดให้แก้ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้น (ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน (รูปภาพที่ 1) บริษัทมีแผนใช้เงินที่ได้จากการแปลงสภาพวอร์แรนท์ในครั้งนี้ เพื่อ 1) ลงทุนสร้างโรงแครกเกอร์เอทิลีน 1.5mta (JV ถือหุ้น 50%) และ 750kta สำหรับโรงงาน MEG (ถือหุ้น 100%) ในสหรัฐ (ที่ซึ่งต้นทุนวัตถุดิบก๊าซมีราคาถูกกว่าแนฟทาซึ่งใช้กันเป็นส่วนใหญ่เกือบ 80% ) และ 2) การซื้อกิจการผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA)

ถ้าหาก IVL ตัดสินใจลงทุนในโครงการเหล่านี้จะหนุนให้กำลังการผลิต, รายได้, และ EBITDA เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2561 เมื่อเทียบกับ 2556 ในขณะที่งบดุลของบริษัทยังคงแข็งแกร่งด้วยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะน้อยกว่า 1เท่า (สมมติให้มีการใช้สิทธิแปลงสภาพวอร์แรนท์ครบทั้งจำนวน)

คาดปรับตัวสูงขึ้นแต่ไม่มีผลกระทบต่อการลดลงของกำไรต่อหุ้นในระยะยาว

หากมีการลงทุนในโรงงานแครกเกอร์และโรงงาน MEG จริง ก็คาดว่าจะเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2561 อ้างอิงจากสมมติฐานดังต่อไปนี้ 1) IRR ของโครงการที่ 15%, 2) ต้นทุนในการลงทุนอยู่ที่ 2.4 พันล้านเหรียญ, 3) ต้นทุนอีเทนที่ 200 เหรียญต่อตัน และ 4) ส่วนต่างราคา MEG ในสหรัฐฯอยู่ที่ 420 เหรียญต่อตัน (ค่าเฉลี่ย 5 ปี) ส่งผลให้เบื้องต้นเราคาดโครงการเหล่านี้จะสร้างกำไรก่อนหัก ดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) ที่ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี (ซึ่งคิดเป็นระยะเวลาคืนทุน 5.5 ปี) และมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี (เพิ่มขึ้นเกือบ 40% ของกำไรรวม เมื่อเทียบกับไม่มีการลงทุนในโครงการดังกล่าว) พร้อมกันนี้ยังไม่มีผลกระทบจากการลดลงของกำไรต่อหุ้นในระยะยาว เนื่องจากกำไรปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น

ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราสมมติให้มีการใช้สิทธิ IVL-W1 และ IVL-W2 ครบทั้งจำนวนและกำไรไม่ปรับตัวสูงขึ้นจากการลงทุน (ซึ่งเรามองว่าไม่น่าเป็นไปได้) จะหนุนให้กำไรต่อหุ้นลดลง 15.03%

ถ้าหากไม่มีการแปลงสภาพวอร์แรนท์?

ถ้าหากไม่มีการแปลงสภาพวอร์แรนท์และบริษัทยังคงต้องการลงทุนในโครงการเหล่านี้ บริษัทมีแผนสำรองไว้แล้ว อาทิ การเพิ่มทุนหุ้นสามัญ (Right Offering),เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่แก่บุคคลในวงจำกัด และออกหุ้นกู้เสมือนทุน (Perpetual Bond)