ร้านมูจิ โมเดลในฝันของ แม็คกรุ๊ป นายหญิงใหญ่ สุณี เสรีภาณุ วางโจทย์สำคัญ 5 ปี รายได้ 20 เปอร์เซ็นต์
แม้ “หุ้น แม็คกรุ๊ป” หรือ MC จะเคยได้รับการตอบรับที่ดีจาก “สองเซียนหุ้นชื่อดัง” อย่าง “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” และ “วรพรรณ จึงทรัพย์ไพศาล” ภรรยา “เสี่ยจึง-วิชัย จึงทรัพย์ไพศาล” ซึ่ง “เสี่ยปู่” และ “เสี่ยจึง” นั่งเทรดหุ้นห้องติดกันบนชั้น 20 บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ด้วยการโกยหุ้น IPO ไป 3 ล้านหุ้น และ 2.7 ล้านหุ้น ตามลำดับ
แต่เมื่อราคาหุ้น MC ทำท่าจะสร้างกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย (Capital Gain) ได้ช้า แม้ “กำไรสุทธิ” ในปี 2556 มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 599.31 ล้านบาท “สองเพื่อนรัก” จึงปฎิบัติการทยอยขายทำกำไร ปัจจุบันไม่มีชื่อนักลงทุนพอร์ตพันล้านบาทในหุ้น MC
ในขณะที่ “เซียนหุ้นรายใหญ่” เริ่มปล่อยของออกเป็นจังหวะเดียวกับที่ “ตี้-ธนะสิน พิพัฒน์กิตติกุล” นักลงทุนแนววีไอ เจ้าของนามแฝง TY ในเวปไซด์ thaivi.com ทยอยเก็บหุ้นเข้าพอร์ตจนขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นอันดับ 12 สัดส่วน 4,830,000 หุ้น คิดเป็น 0.60 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลข ณ วันที่ 2 ธ.ค.56) ก่อนจะไล่ซื้อจนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น MC เป็น 7,130,000 หุ้น คิดเป็น 0.89 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลข ณ วันที่ 9 พ.ค.57)
“สุณี เสรีภาณุ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แม็คกรุ๊ป (MC) ผู้ผลิตและจำหน่าย "แม็ค ยีนส์" เล่าให้ฟังว่า ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า รายได้ต้องเติบโตเฉลี่ยปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้สมมุติฐานที่พอร์ตลงทุนของเราไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่หากมีการเพิ่มเติมธุรกิจอื่นๆ เข้ามา โอกาสเติบโตมีมากว่านี้แน่นอน
อยากเห็นร้านค้าปลีกของเรามีหน้าตาเหมือน “ร้านมูจิ” (MUJI) แหล่งรวมสินค้าสไตล์ญี่ปุ่น เราต้องการทำร้านค้าของเราให้ลูกค้าเข้ามาแล้วได้สินค้าครบทุกความต้องการ เรียกว่า มีสินค้าครบตั้งแต่ “ตื่นนอนกระทั่งเข้านอน”
อนาคตการแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น ไม่เพียงแต่ดุเดือดในตลาดโลคอลแบรนด์เท่านั้น แต่ร้อนแรงไปถึงตลาดอินเตอร์แบรนด์ที่ถาโถมเข้ามาช่วงชิงตลาดในทุกเซ็กเมนต์ ทุกระดับราคาในเมืองไทยด้วย
จากนี้ผู้บริโภคจะมีความซับซ้อนในการบริโภคเยอะขึ้นในทุกโปรดักส์ แผนของเราหากขนาดตลาดพร้อมเราก็จะเปิดตัวสินค้าใหม่ ส่วนตัวไม่ได้เร่งรีบเปิดตัว เพราะว่าเราต้องการปิดโอกาสการผิดพลาด หากสินค้าที่เปิดตัวไปและตลาดไม่ตอบรับจะทำให้เราขาดความมั่นใจในการตัดสินใจได้
ปัจจุบันเราอยู่ระหว่างการเตรียมหลังบ้านให้แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นระบบแวร์เฮ้าส์ และระบบ ERP คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ปลายปี 2558 แม้วันนี้เราจะได้เปรียบเรื่องการตลาดภายในประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้เราเติบโตอย่างยั่งยืน
เราคงพอใจในสิ่งที่เติบโตมาแค่นี้ไม่ได้ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีอัตราการเติบโตสูงมาก แต่อย่าลืมอนาคตเราไม่ได้ขายในประเทศอย่างเดียว แต่กำลังก้าวไปต่างประเทศด้วย ฉะนั้นระบบหลังบ้านต้องพร้อม และต้องรู้จักตลาดประเทศอื่นๆด้วย ที่สำคัญต้องอ่านความต้องการให้ออกภายใน 1-2 ปี
เมื่อถามถึงผลการเข้าซื้อกิจการ “บริษัท ไทม์ เดคโค คอร์ปอเรชั่น” ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์ดังจากทั่วโลกกว่า 20 แบรนด์ เมื่อเดือน พ.ย.56 เธอยอมรับว่า
รายได้ยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ เพราะว่าที่ผ่านมาโดนผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง เนื่องจากจุดขายอยู่ในกรุงเทพฯ ขณะที่กำลังซื้อพากันออกไปในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น
“ไทม์ เดคโค ถือเป็นดีลที่ดีกว่าฝากเงินธนาคาร ปัจจุบันเรากำลังเข้าไปดูระบบภายใน เชื่อว่าหากมีการจัดการให้ดีมาร์จิ้นจะดีขึ้น ตั้งเป้ามาร์จิ้นประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบัน 7-8 เปอร์เซ็นต์”
“สุณี” เล่าเรื่องของสินค้าใหม่ที่จะนำเข้ามาว่า นอกจากปัจจุบันเราจะมีนาฬิกาที่นำเข้ามาแล้ว ปัจจุบันต้องคำนึงถึงสินค้าอย่างอื่นด้วยที่อยู่ในไลฟ์สไตล์ของคน ปัจจัยที่เรามองเห็นคือ อนาคตประชากรในภูมิภาคจะต้องรวยขึ้นอีก และเป็นตลาดที่ใหญ่ รวมทั้งมีความน่าสนใจเราเองก็มีความสนใจสินค้าที่เข้ากับคนในภูมิภาคนี้เช่นกัน
ฉะนั้นเพื่อให้พร้อมที่จะรับโปรดักส์ใหม่ เราต้องเตรียมตัวเรื่องระบบ เรื่องของพนักงาน และเมื่อเราจะก้าวไปข้างหน้าก็ต้องรักษามาตรฐานของแบรนด์ด้วย เพราะว่าแบรนด์เป็นรากฐานของความมั่นคง เพราะฉะนั้นนอกจากต้นทุนดี คุณภาพดี การทำแบรนด์ให้แข็งแกร่งยังต้องทำต่อไปไม่หยุด ซึ่งปัจจุบันเรามองสินค้าอยู่หลายตัวอยู่ในระหว่างศึกษาทำความเข้าใจ แต่เรารอจังหวะเหมาะสมไม่รีบร้อนตัดสินใจ
“ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” ฉายภาพธุรกิจต่อว่า เราต้องการขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น และครอบคลุมทุกความต้องการของตลาด ด้วยการสร้างความแตกต่างและเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้า โดยจะเพิ่มไลน์สินค้า “พรีเมี่ยม” เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ในตลาดระดับบนเข้ามาเสริมทัพ
จากปัจจุบันที่มี Mc Me ซึ่งตอบสนองกลุ่มลูกค้า ผู้บริหารที่มีกำลังซื้อ และต้องการสินค้าคุณภาพสูง หรือ Mc Mini ยีนส์สำหรับกลุ่มเด็ก Mc Mc เจาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด หรือ Mc Pink ที่เจาะตลาดสาวเปรี้ยว เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้จะวางตลาดได้ไม่นานก็ตาม
สำหรับทิศทางการเติบโตของแบรนด์แม็คยีนส์ในประเทศ บริษัทมีแผนจะลงทุนเพื่อขยายจุดขายแม็คยีนส์เพิ่มอีก 100 แห่ง ครอบคลุม 700 แห่งทั่วประเทศในสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะการขยายช่องทางขายในโมเดล "แม็ค โมบาย ยูนิต" เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในปีที่ผ่านมา ซึ่ง “แม็ค โมบาย ยูนิต” จะเป็นรถขนาดต่าง ๆ เพื่อวิ่งให้บริการลูกค้าในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
"แม็ค โมบาย ยูนิต นำร่องเปิดบริการครั้งแรกเมื่อปีก่อน เพื่อช่วยการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและขยายฐานลูกค้า และแต่ละเดือนสามารถทำยอดขายกว่า 900,000 บาทต่อคัน กลายเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มยอดขายและช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพนักงานได้อีกด้วย"
สำหรับจุดแข็งของเรา คือ บริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี คุณภาพสินค้าสูง เพราะมีประสบการณ์การทำธุรกิจตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญบริษัทให้ความสำคัญมาก ในเรื่องบุคลากร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่บริหารยากสุด เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องมองหา “เจเนอเรชัน” ใหม่ๆ เข้ามาเป็นส่วนผสมขององค์กร ส่วนพนักงานเก่าๆ ก็เป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว แต่การที่องค์กรจะวิ่งได้จะต้องมีพลังใหม่เข้ามาเสริมด้วย
“หญิงเก่ง” บอกว่า สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คือ หลังเดินทางไปนำเสนอข้อมูล บริษัทมีนักลงทุนสถาบันต่างประเทศเข้ามาถือหุ้น MC เพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่ไม่มีนักลงทุนสถาบันต่างประเทศถือหุ้นอยู่เลย
จากการคุยกับนักลงทุนสถาบัน ส่วนใหญ่ที่เข้ามาถือหุ้น MC เพราะเข้าใจในธุรกิจ ขณะเดียวกันเห็นว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจของเรามีอัตราการเติบโต บริษัทมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และกำลังพัฒนาเข้าไปในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
ส่วนมากนักลงทุนจะถามถึงแผนธุรกิจที่เราจะไป AEC และมาร์จิ้นที่เราทำได้จะยั่งยืนเหมือนเดิมที่เคยทำได้หรือเปล่า และเงินสดที่เหลือเยอะๆ จะเอาไปทำอะไร สำหรับสัดส่วนนักลงทุนวีไอก็ยังเยอะ แต่ที่ยังไม่เข้าใจธุรกิจของเราจะเป็นนักลงทุนสถาบันภายในประเทศมากกว่า อาจเป็นเพราะเขามองธุรกิจเรามีความเสี่ยงในระยะสั้น จากความไม่สงบภายในประเทศ เพราะว่าเราขายสินค้าภายในประเทศเป็นหลัก การที่มีสถาบันเข้ามาถือหุ้น MC เยอะ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่านักลงทุนเขาให้มุมมองใหม่กับเราเยอะ มีการเข้ามาแชร์ข้อมูลตลาดของแต่ละประเทศให้เราดู เขาจะให้คำแนะนำ และให้ข้อมูลเราด้วย
สำหรับทิศทางการขยาย “ตลาดโกอินเตอร์” เธอฉายภาพว่า ได้เตรียมพร้อมด้วยการตั้งแผนก AEC ขึ้นมารองรับโดยเฉพาะ ซึ่งทีมงานดังกล่าวจะทำหน้าที่ศึกษาหาข้อมูล กฎหมาย ภาษี ระบบโลจิสติกส์ หรือความต้องการตลาดในแต่ละประเทศ ตามแผนงานสร้างให้แม็คเป็นยีนส์สำหรับคนเอเชีย ต้องการให้ลูกค้านึกถึงแบรนด์ในเครือแม็คกรุ๊ปเป็นลำดับแรกเมื่อนึกถึงยีนส์
“ในภูมิภาคอาเซียนเราบอกได้เลยว่า “แม็คกรุ๊ป” เป็นเบอร์ 1 เรื่องยีนส์ เพราะว่าเราเข้าใจเรื่องยีนส์ที่สุด และผลิตยีนส์ได้ดีที่สุด”
ขณะนี้ “แม็คยีนส์” เป็นผู้นำตลาดยีนส์ในเมืองไทย เราสามารถชนะอินเตอร์แบรนด์ได้ เราพยายามที่จะทำให้แบรนด์ในเครือแม็คกรุ๊ปเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น ด้วยการเสริมทีมบริหารที่มีประสบการณ์ในวงการแฟชั่นค้าปลีก เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายตลาดทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ปัจจุบัน “แม็คกรุ๊ป” นำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศ พม่า-ลาว และกำลังจะเข้าไปในตลาดเวียดนาม และมาเลเซีย ตั้งเป้า 3-5 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วนรายได้ราว 5 เปอร์เซ็นต์ จากรายได้รวมของแม็คกรุ๊ป
นอกจากนี้บริษัทได้แตกไลน์ทำตลาดยีนส์พรีเมียมที่มีชื่อว่า "The Blue Brothers" ซึ่งเป็นยีนส์ที่มีราคาเฉลี่ย 3,600 บาท แบรนด์นี้จะแข่งขันกับกลุ่มยีนส์นำเข้าที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ ภายใต้ชื่อ “บลู บราเธอร์ส”
สาขาแรกเปิดที่ “เค-วิลเลจ” ภายในร้านได้ดึงยีนส์ชื่อดังจากเนเธอร์แลนด์อย่าง Kuyuchi, K.O.I และ Dstrezzed มาวางขายด้วย ตั้งเป้าจะเปิด 3 สาขาในปีนี้ และภายใน 3 ปี จะมียอดขายไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ของสินค้าแม็คกรุ๊ปทั้งหมด









