วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

AGEชี้ปีนี้ธุรกิจถ่านหินฟื้นยาก เน้นรัดเข็มขัด-หาตลาดใหม่

แทบจะไม่ต้องฉายภาพเศรษฐกิจไทยเลยว่าอยู่ในช่วงภาวะวิกฤติอย่างไร เพราะมีแต่ตัวเลขที่สะท้อนออกมาว่าทรุดตั้งแต่ช่วงไตรมาส1ปีนี้

และลากยาวไปถึงไตรมาส 2

แม้จะมีผลดีจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ฟื้นตัวหนุนการส่งออก แต่ทำได้เพียงประคองไม่ให้เศรษฐกิจไทยดิ่งลงไปก้นเหวเท่านั้น

งานหนักจึงอยู่ที่ภาคเอกชนแล้วว่าจะปรับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างไรให้อยู่รอดตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งธุรกิจถ่านหินถือว่าเป็นธุรกิจรับบทหนักอยู่แล้ว เพราะต้องแบกรับราคาถ่านหินผันผวน สต็อกสินค้า และยังต้องดูแลด้านสิ่งแวดล้อมพื้นที่ชุมชน ต้องมาปวดหัวกับภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบขณะนี้

พนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเชีย กรีน เอนเนอจี หรือ AGE จึงต้องทำการบ้านรับปัจจัยลบกันตั้งแต่ปลายปีก่อน จากสัญญาณธุรกิจถ่านหินเป็นขาลง มีโอเวอร์ซัพพลายทะลักเข้ามาจำนวนมาก กดดันราคาถ่านหินปรับตัวลง แม้ปัจจุบันจะทรงตัวที่ 80 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ก็ไม่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นจนถึงปี 2558 ซึ่งจะมีดีมานด์ถ่านหินเข้ามาจากการเปิดโรงไฟฟ้าในเวียดนาม เกาหลีใต้ กัมพูชา และจีน

ดังนั้นสิ่งที่ AGE ทำได้คือการรัดเข็มขัดตัวเอง การจะลดต้นทุนทั้งซื้อและขายไปพร้อมกัน เป็นเรื่องหลัก แม้ราคาจะทรงตัวซัพพลายล้นเกิน แต่เวลาเดียวกันบริษัทก็ขายเพิ่มขึ้นพยายามหาแหล่งวัตถุดิบที่ต่ำ

อันดับแรกให้ต้นทุนทางการเงินน้อยที่สุด ลดต้นทุนทุกด้าน หาแหล่งวัตถุดิบมากขึ้น เอาปริมาณมาต่อรอง ซึ่งการจะได้วัตถุดิบถูกลงต้นทุนต่ำกำไรมากขึ้น เป็นเรื่องยากของธุรกิจนี้ที่ค่อนข้างเหนื่อยมากช่วงที่ผ่านมา และที่สำคัญต้องหาตลาดต่างประเทศเพื่อส่งออกให้มากขึ้น เพื่อให้ยอดขายยังเติบโตตามเป้าหมายระยะยาว ปี 2558 ของบริษัท แตะระดับ 10,000 ล้านบาท

ตลาดหลักๆ ที่มองว่ายังมีความต้องการที่สูงยังเป็นจีน ยังเป็นผู้ใช้ถ่านหินรายใหญ่ของโลก และถ่านหินยังเป็นพลังงานที่ถูกที่สุดในโลก โดยจีนนำเข้าและใช้ถ่านหินจำนวนมาก เพราะมีโรงไฟฟ้าระดับ 1,000 เมกะวัตต์เพิ่มขึ้นทุกปีนี้ และยังโรงไฟฟ้าเก่าก็ยังต้องใช้ถ่านหิน เพื่อใช้ทั้งประเทศจากจำนวนประชากรที่มีมาก ที่สำคัญต้นทุนการขนส่งภายในประเทศก็สูงยิ่งทางบก จะแพงมากเทียบกับทางเรือถูกกว่า จึงเห็นการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศค่อนข้างเยอะ

ปีที่ผ่านมาจีนนำเข้าถ่านหิน 300 กว่าล้านตัน ขณะที่ความต้องการที่แท้จริงจีนอยู่ที่ 2,000 กว่าล้านตัน ซึ่ง AGE ขายเข้าไปเพียง 1 ล้านกว่าตันเท่านั้นจึงมีโอกาสอีกมาก

ตลาดอื่นที่จะขยายมีอินเดียที่มองไว้แต่ก็ต้องระวังเรื่องค่าเงิน รวมทั้งยังติดภาคเอกชนของอินเดียที่ไม่สามารถลงทุนได้เต็มที แต่ที่กัมพูชา พม่า ตลาดน่าสนใจเพราะมีการก่อสร้างมากขึ้น หรือที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ก็มีการสร้างโรงไฟฟ้า คาดว่าจะทำให้ธุรกิจถ่านหินกลับมาฟื้นตัวจริงคงเป็นปี หน้า

ที่ผ่านมา AGE เตรียมสำรวจตลาดล่วงหน้าทำให้ตอนนี้มีคำสั่งซื้อเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ ไตรมาส 4 ปี 2556 จากไตรมาส 1 ปี 2557 ยอดขายสูงกว่าทุกปี ซึ่งตั้งเป้าไปขายเพิ่มต่างประเทศอีก 10% จากระดับ 30% ปีนี้ และคาดว่ายอดขายต่างประเทศ 2 ล้านตัน

ขณะที่ตลาดในต่างประเทศมองว่าความต้องการจะทรงตัวที่ 2 ล้านตัน เพราะโรงไฟฟ้าไม่เกิดมีแต่ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้ตลาดในประเทศไม่ค่อยโตเทียบต่างประเทศ ทำให้ไม่ต้องเก็บสต็อกถ่านหินไว้จำนวนมากๆ ใช้เพียงหมุนเวียนขายรายเดือนระดับ แสนตันก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ส่วนเรื่องต้นทุนลดค่าใช้จ่าย ทำมาตั้งแต่ปีที่แล้วและพยายามลดต้นทุนตั้งแต่ต้นทางเพื่อเพิ่มมาร์จิน การหาแหล่งวัตถุดิบสามารถทำได้ในราคาที่ดีจากการซื้อที่อินโดนีเซีย อาศัยความชำนาญรู้จักแหล่งซื้อและขนส่งโดยตรงให้ลูกค้าต่างประเทศเลย

โชคดี AGE ทำเทรดดิ้งยังไม่มีเหมืองของตัวเอง เพิ่มหรือทรงกำไรขั้นต้นใช้ลดต้นทุนจากแหล่งวัตถุดิบ ระบบโลจิสติกส์ การเอาวอลุ่มใหญ่ๆเข้าไปเพื่อเพิ่มมาร์จิน ปัจจุบันได้มาร์จิน 5% ถือว่าเก่งแล้ว

อย่างไรก็ตามหากจะขยับยอดขายเป็น 10 ล้านตันในอนาคต การมีเหมืองเป็นสิ่งที่ต้องมี AGE ไม่ทิ้ง แต่เพราะการลงทุนเป็นพันล้านบาท ต้องมั่นใจว่าไม่ขาดทุน ซึ่งที่ผ่านมายังหาเหมืองที่ทำกำไรไม่เจอ ก็กลายเป็นความโชคดีที่ยังไม่เข้าลงทุนในเหมือง เพราะทิศทางราคาถ่านหินก็ไม่ขึ้น ราคาทรงๆ จะลงด้วยซ้ำ การซื้อเหมืองดูตลอด ไม่แน่หากเจอที่เหมาะสมก็อาจจะเกิด

รวมทั้งการขยายฐานรายได้อื่นเพื่อลดความเสี่ยงอย่างธุรกิจปลายน้ำ เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ได้ทำการศึกษามาแล้วหลายปี บวกกับความชำนาญการค้าสินค้าชีวมวลไม่ว่าจะเป็น แกลบ ไม้ซับ เหงามัน ขี้เลื่อย ขี้กลบฟืน

ปัจจุบันได้ตั้งเป้าทำโรงไฟฟ้าชีวมวล 100 เมกะวัตต์ ประมาณ 10 โรง ระยะแรกได้ดำเนินการไปแล้ว 2 โรงในปีนี้จากทั้งหมดที่จะทำ 3 โครงการ ด้วยการตั้งบริษัทโฮลดิ้ง และ AGE ถือ 100% เพื่อไปถือโรงไฟฟ้าแต่ละโรงอีกที

โดยโรงไฟฟ้าชีวมวลข้างต้น เป็นสุโขทัยไบโอแมส 2 เมกะวัตต์ ไบโอแก๊ส 1 เมกะวัตต์ เงินลงทุนอยู่ราว 170 ล้านบาท คาดจะสร้างเสร็จและรับรู้รายได้ในปี 2558 ที่เหลือโรงที่ 2 ที่จังหวัดพิจิตร เป็นโคเจน ขายไฟและไอน้ำให้กับพันธมิตร รับรู้รายได้ปี 2559 โรงไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์รายได้ต่อปีกว่า 2,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นรายได้ที่มั่นคงให้กับ AGE ในภาวะที่ธุรกิจถ่านหินต้องทำงานหนักท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจทรุดลงปีนี้