'หุ้น-เงิน'ผวาการเมืองป่วน ด้านต่างชาติยังมั่นใจเศรษฐกิจไทย
การเมืองกดดันหุ้น-ค่าเงินผันผวน "จรัมพร" ยอมรับหากปีนี้ไม่มีรัฐบาล กระทบความเชื่อมั่น ด้าน บลจ.กรุงศรี มองเลวร้ายที่สุด มีรัฐบาลรักษาการนานถึง 2 ปี กดเศรษฐกิจไม่เติบโตไปอีก 4 ไตรมาส ขณะที่สมาคมตราสารหนี้ เผยแนวโน้มเงินไหลออกชะลอ
ปัญหาการเมืองกดดันภาวะตลาดเงินตลาดทุนในช่วงสัปดาห์นี้ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหลักทรัพย์และค่าเงินบาทมีความผันผวน แต่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ วานนี้ (8 พ.ค.) ร่วงลงแรง ปิดตลาดที่ระดับ 1,379.02 จุด ลดลง 23.59 จุด หรือ 1.68% โดยมีมูลค่าซื้อขาย 3.9 หมื่นล้านบาท แต่ปรากฏว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,170.51 ล้านบาท เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้าขายสุทธิกว่า 2 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากปัญหาการเมืองยังมีต่อไป เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องทางออก โดยนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นตั้งแต่ต้นปี แต่เริ่มกลับมาซื้อตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเม.ย. ส่งผลให้ยอดลงทุนทั้งปี เหลือยอดขายสุทธิ 3,716.75 ล้านบาท เทียบกับช่วงต้นปีที่มียอดขายสุทธิกว่า 3 หมื่นล้านบาท
สำหรับตลาดเงินบาท ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยการเมืองเช่นกัน โดยนักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทวานนี้ ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยทางการเมือง ทำให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยเปิดตลาดที่ระดับ 32.44-32.46 บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าสุดที่ระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะมาปิดตลาดที่ระดับ 32.47-32.49 บาทต่อดอลลาร์ สวนทางกับค่าเงินในภูมิภาคที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น
"ตลาดมีความกังวลกับประเด็นการถอดถอนนายกรัฐมนตรี และเหตุการณ์ความรุนแรงที่เริ่มเกิดขึ้น สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทวันนี้ (9 พ.ค.) คาดอยู่ระหว่าง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์" เทรดเดอร์ กล่าว
'จรัมพร'ชี้ตลาดรอความชัดเจนรัฐบาลใหม่
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยจากนี้ ต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ที่ยังรอความชัดเจนอีกหลายขั้นตอน และดูว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเมื่อใด หลังจากได้ความชัดเจนเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว หากปีนี้ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ย่อมกระทบความเชื่อมั่นการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ด้าน นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะล่าช้ากว่าเดิม กรณีเลวร้ายสุด อาจจะมีรัฐบาลรักษาการยาวนานไปถึง 2 ปี ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศ ไม่เติบโตไปอีก 4 ไตรมาส ส่วนกรณีนี้โอกาสเกิดยังน้อยมาก ความเป็นไปได้มากที่สุด อาจจะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้
"มองว่าโอกาสที่การเลือกตั้งวันที่ 20 ก.ค. นี้ จะเรียบร้อย หรือไม่สะดุดเป็นไปได้น้อยมาก ดังนั้นกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่อย่างเร็ว น่าจะเป็นช่วงปลายปี ซึ่งมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ แค่ 1 ใน 3 เท่านั้น และกว่าจะที่การใช้จ่ายงบลงทุนของภาครัฐจะออกมาได้ น่าจะเป็นช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 2558 ดังนั้นปีนี้จะเป็นปีแรกที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดับทุกตัว เพราะว่าแนวโน้มการส่งออกคงไม่ดีอย่างที่คาดหวัง"
แนะช่วงนี้ให้ชะลอการลงทุน
ด้าน นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส กล่าวว่า การเมืองขณะนี้มีผลกระทบระยะสั้นต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้น แต่เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าว จะไม่มีผลกระทบต่อพื้นฐานของประเทศ และพื้นฐานของ บจ. จึงแนะนำนักลงทุนช่วงนี้ ควรชะลอลงทุน เพื่อรอดูสถานการณ์ แต่ถ้าดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงมา ถือเป็นโอกาสที่นักลงทุน จะเข้าไปซื้อเพื่อถือลงทุนในระยะกลางและระยะยาว แต่ส่วนตัวเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะค่อยๆ ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น
สำหรับทิศทางการลงทุนของต่างชาติช่วงสั้น อาจมีแรงเทขายทำกำไรจากความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (มี.ค.-เม.ย.) มีการซื้อสุทธิเดือนละ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่เชื่อว่าต่างชาติจะไม่เทขายหุ้นไทยออกไปมาก เพราะว่าปัจจัยพื้นฐานของประเทศ และบริษัทจดทะเบียน ยังดีอยู่ เพียงแต่ต่างชาติต้องการทราบถึงทิศทางการเมืองไทยว่าจะจบเร็วแค่ไหน
"สมาคม บล. อาจจะมีการปรับลดกำไร บจ.ลงจากปัจจุบัน ที่คาดว่าจะโต 9% หากช่วงครึ่งปีการเมืองยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้ง หรือจะมีการปฏิรูป ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในการเข้ามาลงทุน และจะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของ บจ. ให้ปรับตัวลดลง"
การเมืองเริ่มกดดันกลุ่มส่งออก
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวถึงแนวโน้มหุ้นไทยระยะต่อไป มองว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มส่งออก และกลุ่มยานยนต์ที่ก่อนหน้านี้ยังมีแนวโน้มเติบโต แต่ปัจจุบันพบว่าเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว
"จากการพูดคุยกับบริษัทจดทะเบียนหลายราย พบว่า ภาคธุรกิจที่เดิมไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ กลุ่มส่งออก และกลุ่มยานยนต์ แม้ผลการดำเนินงานปีนี้ดี แต่กำลังซื้อหายไปจากความไม่เชื่อมั่นทางการเมือง ผลดังกล่าว จึงทำให้กำไรของหลายบริษัทปีนี้อาจไม่ดีนัก"
ภาพของการเมืองในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยไม่กล้าลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจกังวลและชะลอแผนการลงทุนต่างๆ ออกไป ส่งผลต่อกำลังซื้อหายไปด้วย ซึ่งความยืดเยื้อทางการเมือง จึงเป็นปัญหาฉุดรั้งภาคเศรษฐกิจไทยไม่ให้เติบโตได้ จึงทำให้หุ้นไทยที่เคยซื้อขายแบบพรีเมียม กลับต้องมีส่วนลดในการซื้อขาย
เงินไหลออกตราสารหนี้ลดลง
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้สุทธิ 26,440 ล้านบาท โดยมียอดซื้อสุทธิ 43,800 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 37,300 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ระยะยาว 6,450 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกัน มีตราสารหนี้ครบอายุ 17,300 ล้านบาท
หากดูช่วง 4 เดือนแรก จะพบว่า แนวโน้มเงินทุนไหลออกของต่างชาติลดลงตามลำดับ และเห็นสัญญาณไหลกลับเข้ามาชัดเจนตั้งแต่กลางเดือนมี.ค.-เม.ย. ทำให้ช่วง 4 เดือนแรก มีเงินทุนไหลออกสุทธิ 2,200 ล้านบาท โดยมียอดซื้อสุทธิ 47,000 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 73,000 ล้านบาท และขายตราสารหนี้ระยะยาว 26,000 ล้านบาท ขณะที่มีตราสารหนี้ครบอายุ 49,200 ล้านบาท ล่าสุด ต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 705,670 ล้านบาท แบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 17% และตราสารหนี้ระยะยาว 83%
"ยังมีแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่อง ทั้งจากต่างชาติ และในประเทศ ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรไทยปรับตัวลงเล็กน้อยเฉลี่ย 0.01- 0.03% เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะคลายกังวลจากการลดมาตรการคิวอี"








