วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอสซีจี'ลดเฮดจิ้งค่าเงิน

“เอสซีจี”คาดเงินบาทอ่อนค่าหลังเศรษฐกิจในประเทศชะลอ ลดสัดส่วนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเหลือ 20% หวังหนุนรายได้การส่งออกเพิ่ม

นายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนจากนักวิเคราะห์ต่างๆ ส่วนใหญ่มีมุมมองที่คล้ายกัน คือ แนวโน้มค่าเงินบาทไม่น่าจะแข็งค่าขึ้นไปมากกว่านี้ ซึ่งก็เป็นผลดีกับบริษัทที่คาดว่าในปีนี้จะมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ตามสัดส่วนการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทได้ปรับลดสัดส่วนการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน ด้วยการซื้อค่าเงินล่วงหน้า หรือ ฟอร์เวิร์ดลง จากเดิมเคยทำในระดับ 70% ลดลงเหลือเพียง 20% เท่านั้น

ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ เอสซีจี มีรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 3.26 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นมากกว่าสัดส่วนการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ระดับ 27 % จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ระดับ 25%

“ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า เราป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้สูงถึง 70% แต่ขณะนี้ด้วยภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ที่คงไม่ได้มีการเติบโตในระดับสูง แนวโน้มค่าเงินบาทจึงไม่น่าจะแข็งค่า จึงได้ปรับลดการซื้อฟอร์เวิร์ดค่าเงินลง แล้วปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ที่มีแนวโน้มจะอ่อนค่าอยู่”

สำหรับเรื่องอัตราดอกเบี้ยในประเทศในขณะนี้ ไม่มีอะไรน่าห่วง อยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถระดมทุนได้ ซึ่งในส่วนของเอสซีจีก็มีการออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นการออกเพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดไถ่ถอน อาจจะมีบางล็อตที่ออกเพิ่มบ้าง เช่นในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทได้ออกหุ้นกู้ไปแล้ว 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิม 1 หมื่นล้านบาท ที่เหลืออีก 5 พันล้านบาทก็ออกเผื่อสำหรับใช้ในการดำเนินงาน

“การออกหุ้นกู้ส่วนใหญ่ เป็นการทดแทนหุ้นกู้เดิมเป็นหลัก เพราะเงินที่จะใช้สำหรับการลงทุนต่างๆ สามารถใช้เงินจากการดำเนินงานได้ เนื่องจากเป็นการทยอยใช้เงิน ไม่ได้ใช้ก้อนใหญ่ในครั้งเดียว โดยในปีนี้บริษัทก็ยังคงแผนการลงทุนเดิมที่คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงเดือนต.ค.นี้จะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนอีกประมาณ 5 พันล้านบาท จะออกชุดใหม่อีกหรือไม่นั้น ขอดูภาวะตลาดและสถานการณ์ในช่วงนั้นก่อน”

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ เปิดเผยว่า เอสซีจี รายงานกำไรไตรมาสแรกที่ 8.3 พันล้านบาท ต่ำกว่าคาดการณ์ประมาณ 13% ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจเคมีภัณฑ์ แต่ผู้บริหารบริษัทยืนยันธุรกิจเคมีภัณฑ์ยังแข็งแกร่งจากอุปสงค์ของทั้งตลาดจีนและอาเซียน ขณะเดียวกันแนวโน้มที่สดใสของธุรกิจเคมีภัณฑ์ บวกกับผลประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาทในฐานะผู้ส่งออกคาดจะสามารถชดเชยธุรกิจในประเทศที่ชะลอลงได้ และส่งผลให้ยอดขายปี 2557 โตได้อย่างน้อย 10% และยังคงเป็นไปตามที่คาดเอาไว้

นอกจากนี้แนวโน้มส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงของธุรกิจหลักทั้งสามกลุ่ม จะช่วยผลักดันให้กำไรก่อนรายการดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา หรือ อีบิทด้า มาร์จิน (EBITDA margin) ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 14.5% และส่งผลให้กำไรปกติปี 2557 เพิ่มขึ้น 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 3.76 หมื่นล้านบาท

สำหรับผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2557 ของ เอสซีจี ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 121,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเติบโตของทุกธุรกิจและเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของทุกธุรกิจ และบริษัทมีกำไรสำหรับงวดที่ 8,381 ล้านบาท ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากไตรมาส 1 ปี 2556 ธุรกิจมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 1,000 ล้านบาท โดยกำไรในไตรมาสแรกของปี 2557 นั้น ถือว่าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 5% เนื่องจากปัจจัยตามฤดูกาลของธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และการฟื้นตัวของธุรกิจกระดาษ

ส่วนแนวโน้มธุรกิจของเอสซีจีในปี 2557 คาดว่าภาพรวมตลาดปูนซีเมนต์และสินค้าวัสดุก่อสร้างในประเทศเติบโตลดลงโดยเฉพาะตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้างอาจชะลอตัวลงบ้าง ในขณะที่ตลาดในภูมิภาคอาเซียนยังคงเติบโตได้ดี ด้านธุรกิจเคมีภัณฑ์อยู่ในช่วงขาขึ้นและฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกสูงขึ้น แต่ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจจีนค่อยๆ ชะลอตัวลง

ด้านธุรกิจกระดาษคาดการณ์การส่งออกในอาเซียนดีขึ้น เนื่องจากความต้องการสินค้ากระดาษบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้เอสซีจีเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโดยรวมของอาเซียนยังคงเติบโตในระยะยาว จึงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง