เติบโตสูงสุดกับฐานะยีนส์เบอร์หนึ่งของไทย
ขึ้นครองส่วนแบ่งตลาดยีนส์อันดับหนึ่ง
ด้วยจุดแข็งของ MC ทั้งความหลากหลายของสินค้าและราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม ทำให้ฐานลูกค้าเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งจน MC สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำยีนส์ในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 38% แซงหน้าแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศ ถึงแม้ว่าธุรกิจเครื่องแต่งกายแฟชั่นจะมีการแข่งขันที่รุนแรง แต่เรามองว่า MC มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งที่จะช่วยผลักดันการขยายสาขาได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง อีกทั้งการเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิของ MC เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 19% YoY ในช่วง 4 ปีข้างหน้า และสามารถรักษาอัตราการทำกำไรสุทธิไว้ไม่ต่ำกว่า 23% ต่อเนื่อง
ขยายสาขาเร่งการเติบโตของรายได้
แผนการขยายสาขาร้านค้าปลีกของตนเองในประเทศ (Free standing shop) ปีละ 60 สาขาเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้เราคาดว่ารายได้ของ MC ในช่วงปี 2557-2561 จะขยายตัวในอัตราสูงเฉลี่ยเท่ากับ 13% ต่อปี โดยเฉพาะการขยายสาขาไปตามตลาดต่างจังหวัดที่ยังมีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อสาขายังรักษาระดับได้ราว 6 ล้านบาทต่อปี เราประเมินว่า MC จะยังคงเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าที่สามารถรักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นได้ไม่ต่ำกว่า 55% จากการเพิ่มสัดส่วนการสั่งซื้อจากภายนอก (Outsourcing) เพื่อลดต้นทุนจากสินค้าคงเหลือ และการเผชิญกับราคาฝ้ายซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอีกด้วย
การเติบโตแบบ Inorganic ยังอยู่ในแผน
MC สร้างผลตอบแทนการลงทุนจากเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนโดยใช้เงินทั้งหมด 200 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้น 51% ของบริษัทไทม์ เดคโค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TDC) ผู้นำเข้าและจำหน่ายนาฬิกาชั้นนำจากทั่วโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับสอง นอกจากรายได้ของ TDC ปีละกว่า 400 ล้านบาทแล้ว (11% ของรายได้รวม) เรามองว่าการขยายสาขาของ TDC รวมทั้งการนำสินค้าไปจำหน่ายในร้านค้าปลีกของ MC จะเป็นการขยายฐานรายได้จากตลาดต่างจังหวัด ซึ่ง TDC ยังมีสัดส่วนเพียง 40% เท่านั้น อีกทั้งยังเกิดประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดด้วย นอกจากนี้ หากพิจารณาจากสภาพคล่องที่คงเหลือของ MC เราคาดว่ายังมีโอกาสที่จะเห็นการเข้าซื้อธุรกิจอื่นๆได้ในอนาคต
ปัจจัยเสี่ยงเดียวคือกำลังซื้อที่ชะลอตัว
เนื่องจากรายได้ของ MC พึ่งพาจากการขายสินค้าฟุ่มเฟือย (เสื้อผ้า นาฬิกา) ทำให้การเติบโตของรายได้จะถูกบั่นทอนเมื่อกำลังซื้อในประเทศเกิดการชะลอตัว อย่างไรก็ตาม แผนการขยายสาขาในประเทศที่มีความยืดหยุ่น เม็ดเงินลงทุนในการขยายธุรกิจที่ไม่สูง และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งจากการปลอดหนี้ (Net Cash) เราจึงมองว่า ปัจจัยเสี่ยงของยอดขายที่จะกระทบต่อผู้ถือหุ้นจะอยู่ในระดับที่จำกัด ทั้งนี้ เราประเมินมูลค่าหุ้น MC โดยวิธี DCF กำหนด WACC ที่ 14% , Terminal Growth 6% ได้มูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 20.00 บาท เราจึงเริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ”









