ภาะเศรษฐกิจตลาดหลักฟื้นทำให้แฟชั่นขยายตัวได้ ฝ่าวิกฤติอุตฯแฟชั่นปี 57 รัฐ-เอกชนปั้นยอดขยายตัว5%
อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในหลายอุตสาหกรรม ที่เผชิญกับการส่งออกลดลง เป็นอุตฯแรกๆในยามที่เศรษฐกิจชะลอ โดยผู้บริโภคเลือกที่จะตัดค่าใช้จ่ายในการเสริมแต่งร่างกายลงเป็นลำดับแรกๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการนำอุตสาหกรรมนี้ฝ่าวิกฤติไปให้ได้
นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นในปี 2557ว่า จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน คาดว่าในปี 2557 อุตสาหกรรมในกลุ่มแฟชั่น จะมียอดส่งออกขยายตัวประมาณ 5% มีมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 4.86 แสนล้านบาท โดยในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ คาดว่าจะขยายตัว 6% มีมูลค่าประมาณ 3.2 แสนล้านบาท อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม คาดว่าจะขยายตัว 5% มีมูลค่าประมาณ 2.8 แสนล้านบาท
โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากเทศกาลฟุตบอลโลกหรือบราซิล 2014 ที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นผู้ตัดเย็บเสื้อชุแดแข่งขันฟุตบอกว่า 10 ทีม จากทั้งหมด 32 ทีม ทำให้ยอดส่งออกเสื้อกีฬาสูงขึ้นมาก และอุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้า คาดว่าจะขยายตัว 2% มีมูลค่าประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท
“สาเหตุหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นยังคงขยายตัวในระดับ 5% มาจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวในระดับ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และภาวะเศรษฐกิจในตลาดหลักฟื้นตัวมากขึ้น ซึ่งหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ก็อาจทำให้การเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ได้” นางอรรชกา กล่าว
สำหรับตลาดส่งออกหลักในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ จีน รองลงมาเป็นสหภาพยุโรป และฮ่องกง มียอดการส่งออกในปีที่ผ่านมา 2.27 แสนล้านบาท จำนวนแรงงาน 1 ล้านคน ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้า ตลาดหลักได้แก่ จีน อิตาลี และฮ่องกง มียอดการส่งออกในปีก่อน 5.3 หมื่นล้านบาท มีแรงงาน 6 แสนคน และอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ตลาดหลักได้แก่ ฮ่องกง สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ มียอดการส่งออกในปีก่อน 3.06 แสนล้านบาท ใช้แรงงาน 1.3 ล้านคน
ส่วนตลาดภายในประเทศ ยังคงได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง คาดว่าจะทำให้ยอดขายในสินค้ากลุ่มแฟชั่นภายในประเทศมีมูลค่าลดลง 10 - 30%
ในส่วนของแผนการส่งเสริมนั้น ได้ผนึกกำลังร่วมกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ดำเนิน “โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างการรับรู้ถึงการเป็นเมืองแฟชั่นของกรุงเทพฯ ผ่านการสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าแฟชั่นไทยเป็น Fast Fashion ด้วยเอกลักษณ์ 3 ด้าน คือ สินค้าหลากหลาย แตกต่าง และตอบสนองได้เร็ว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ยอดขายสินค้าและปริมาณการส่งออกในอุตสาหกรรมแฟชั่นของไทยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
นายสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้ทันสมัย เพราะว่าสินค้าแฟชั่นจะเป็นสินค้านำสมัย จึงจำเป็นต้องใช้การเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิต โดยในขณะนี้อุตสาหกรรมสิ่งทอ และเส้นด้าย ที่เป็นต้นน้ำในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ได้เร่งลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อสามารถผลิตวัตถุดิบผ้าผืนได้ตรงกับแฟชั่นในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซียได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตผ้าผืนได้ใกล้เคียงกับประเทศไทยมาก คาดว่าจะแซงไทยได้ในเร็วๆนี้ ส่วนมูลค่าส่งออกประเทศเวียดนามได้แซงไทยไปไกลกว่า 2 เท่าตัว ส่วนอินโดนีเซียก็มียอดส่งออกสูงกว่าไทย 1 เท่าตัว ดังนั้นไทยจึงต้องเร่งปรับตัว
ปัญหาที่สำคัญในขณะนี้ ก็คือปัญหาสุญญากาศทางการเมือง ทำให้ต่างชาติไม่สามารถเข้ามาเจรจาขยายการค้า การลงทุน และพัฒนาภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มที่ เพราะยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตามกฎหมายเข้ามาทำหน้าที่เจรจาและลงนามในสัญญาการค้าต่างๆ
นอกจากนี้ การที่สหภาพยุโรปจะตัดสิทธิพิเศษทางภาษี หรือจีเอสพี ประเทศไทยในปี 2558 จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอย่างรุนแรง เพราะทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง 10-15% ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมีรัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างครบวงจร








