วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับสัญญาณสุนทรพจน์'ปธ.เฟด'

จับสัญญาณสุนทรพจน์ 'เยลเลน' ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เฟดยังคงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสุนทรพจน์ต่อสโมสรเศรษฐกิจนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชนเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานเฟด โดยส่งสัญญาณต่อตลาดว่าเฟดจะยังคงดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป มีประเด็นดังนี้

นางเยลเลน กล่าวว่าภาวะเงินเฟ้อที่ระดับต่ำอย่างต่อเนื่องนั้น ถือเป็นความเสี่ยงในระยะสั้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น

ความเห็นดังกล่าวย้ำว่า เฟดจะยังคงดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง

แต่ นางเยลเลนใช้ความระมัดระวังที่จะไม่ระบุคาดการณ์กำหนดเวลาว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นเมื่อใดจากระดับใกล้ 0% ในปัจจุบัน แต่กลับย้ำว่า การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับภาวะฟื้นตัวในตลาดแรงงาน และการปรับตัวขึ้นของภาวะเงินเฟ้อสู่ระดับเป้าหมายของเฟดที่ 2%

ในการกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว นายมาร์ติน เฟลด์สไตน์ อดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้ตั้งคำถามว่า นางเยลเลนจะปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 2% เพื่อจะได้ส่งแรงหนุนต่อเศรษฐกิจได้มากขึ้นอีกเล็กน้อยหรือไม่

นางเยลเลนได้ตอบว่า "เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับราว 1% ในขณะนี้ ดิฉันจึงคิดว่าสิ่งที่มีความเป็นไปได้มากกว่าในขณะนี้ ก็คือการที่เราควรกังวลกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย และการทำให้

อัตราเงินเฟ้อกลับขึ้นสู่ระดับ 2%"

นางเยลเลนกล่าวว่า เฟดจะมีความจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงินในอนาคตอย่างแน่นอน เพื่อหลีกเลี่ยงการพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ

"การทำให้อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเหนือระดับเป้าหมายดิ่งกลับลงมานั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้ต้นทุนสูง"

นางเยลเลนตั้งข้อสังเกตว่า เฟดไม่ใช่ธนาคารกลางเพียงแห่งเดียวที่ประสบความยากลำบากในการหนุนอัตราเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้นเพื่อต่อต้านภาวะเงินฝืด เพราะปัจจุบันนี้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็กำลังพิจารณานโยบายแบบพิเศษเพื่อหนุนอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซน ส่วนญี่ปุ่นก็ประสบภาวะเงินฝืดมานาน 15 ปี

เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับใกล้ 0 % นับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2551 และได้เข้าซื้อสินทรัพย์ไปแล้วกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อกดดันต้นทุนการกู้ยืมให้ลดต่ำลง และเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดจับตามองอยู่ที่ระดับสูงกว่า 1 % เพียงเล็กน้อย แต่มาตรวัดอัตราเงินเฟ้ออีกมาตรหนึ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่จับตามองได้ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมี.ค. ขณะที่การจ้างงานในสหรัฐเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนมี.ค. แต่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่ 6.7 % โดยชาวสหรัฐจำนวนมากเริ่มหางานทำอีกครั้ง และกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงาน

ตลาดหุ้นสหรัฐได้รับแรงหนุนจากถ้อยแถลงของนางเยลเลน ในขณะที่นักลงทุนมองว่าสิ่งนี้ตอกย้ำถึงความเต็มใจของเฟดที่จะใช้ความอดทนในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งอย่างเต็มที่

นายมิลแลน มัลเรน รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบล.ทีดี กล่าวว่า"ความกังวลที่ว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เฟดยังคงระมัดระวังเรื่องการคุมเข้มนโยบายการเงิน เพื่อจะได้ไม่คุมเข้มก่อนเวลาอันควรหรือคุมเข้มอย่างรุนแรงเกินไป"

เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังผ่านพ้นฤดูหนาว และปัจจัยนี้ส่งผลให้นักลงทุนพยายามคาดการณ์ว่า เฟดจะเริ่มต้นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด ขณะที่ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปี 2015

นางเยลเลนกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ดีกว่านี้ก่อนสิ้นปี 2559

นางเยลเลนกล่าวว่า "เรามองเห็นความคืบหน้าเป็นอย่างมากในช่วงนี้ ถึงแม้เรายังไม่บรรลุเป้าหมายในขณะนี้ โดยเราจะมุ่งความสนใจเป็นอย่างมากไปยังการยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม"

ตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นมา เฟดใช้วิธีการที่แตกต่างกันในการส่งสัญญาณบ่งชี้ว่า เฟดจะใช้เวลานานเพียงใดก่อนที่จะคุมเข้มนโยบายการเงิน โดยเฟดเคยนำอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำมากไปเชื่อมโยงกับกรอบเวลา และต่อมาเฟดก็นำอัตราดอกเบี้ยไปเชื่อมโยงกับเกณฑ์อัตราการว่างงานและเกณฑ์อัตราเงินเฟ้อที่เฉพาะเจาะจง

นางเยลเลนได้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเฟดแทนที่นายเบน เบอร์นันกี้ในเดือนก.พ. และในเดือนมี.ค.เฟดก็เริ่มต้นใช้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าแบบใหม่ โดยเฟดให้สัญญาว่าจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย "เป็นเวลานาน" หลังจากที่เฟดยุติการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ทั้งหมดแล้ว

นางเยลเลนได้สร้างความสับสนต่อตลาดเมื่อกล่าวว่า คำว่า "เป็นเวลานาน" ในแถลงการณ์เฟดอาจจะหมายถึงระยะเวลาราว 6 เดือน แต่นางเยลเลนไม่ได้กล่าวถึงช่วงเวลา 6 เดือนในสุนทรพจน์ครั้งนี้

นางเยลเลนกล่าวว่า การที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ใกล้ระดับ 0% เป็นเวลานานเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐจะอยู่ห่างจากเป้าหมาย 2 % มากน้อยเพียงใด, เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ห่างจากภาวะการจ้างงานสูงสุดอย่างยั่งยืนมากน้อยเพียงใด และมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลานานเพียงใดในการบรรลุเป้าหมายสองประการนี้ของเฟด

นางเยลเลนกล่าวย้ำความเห็นที่ว่ามีแนวโน้มที่กำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดแรงงานอาจอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่อัตราการว่างงานบ่งชี้ไว้ ซึ่งสถานการณ์ เช่นนี้จะทำให้มีความเสี่ยงน้อยลงที่จะเกิดภาวะเงินเฟ้อด้านค่าจ้างแรงงาน เมื่อเศรษฐกิจทวีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี นางเยลเลนกล่าวย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอาจทำให้เฟดปรับเปลี่ยนแนวทางในปัจจุบันได้ โดยเฟดเคยทำเช่นนี้มาแล้ว 2-3 ครั้ง นับตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวออกจากภาวะถดถอยในปี 2009 เป็นต้นมา

"ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความประหลาดใจในทางเศรษฐกิจ เฟดก็อาจจะระงับการปรับลดขนาดมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ หรือ QE โดยขณะนี้ตลาดเชื่อว่าเฟดจะยุติมาตรการ QE ก่อนสิ้นปีนี้"