นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ห่วงจ่ายหนี้ชาวนาจำนำข้าวช้า กำลังซื้อวูบ กระทบหนักยอดขายเอสเอ็มอี
ชี้ตั้งรัฐบาลได้และมีอำนาจเต็ม หนุนเศรษฐกิจฟื้นเต็มที่ ทั้งท่องเที่ยว-ลงทุน-เพิ่มกำลังซื้อชาวนาจากเงินจำนำข้าว เตือนแก้ปัญหาไม่ได้ ผลกระทบลุกลามจากความเชื่อมั่นไปสู่ภาคผลิต
การเมืองไทยส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนและผู้บริโภคตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้สำนักวิจัยแทบทุกแห่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ แม้ว่าไทยจะได้รับผลดีจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ความขัดแย้งทางการเมืองจนยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในครึ่งปีหลัง
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า กุญแจสำคัญของเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ คงอยู่ที่ว่าเราจะมีรัฐบาลได้เมื่อไร
"ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย ประเมินว่า หากเราสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในกลางปีนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินไตรมาส 3 ของปี โอกาสที่เศรษฐกิจไทยทั้งปีของปีนี้ จะเติบโตได้ระดับ 2.9% ซึ่งยังมีความเป็นไปได้"
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า หากจัดตั้งรัฐบาลได้จะช่วยปลดล็อกในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการบริโภค เนื่องจากรัฐบาลจะสามารถจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวได้ ทำให้ชาวนามีกำลังมาบริโภคอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังช่วยปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนด้วย และเชื่อว่าความเชื่อมั่นน่าจะกลับมาดีได้ด้วยเช่นกัน
"ถ้ามีรัฐบาลได้ จะช่วยปลดล็อกหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และยังช่วยดึงให้ความเชื่อมั่นฟื้นกลับมาได้ด้วย แต่ถ้าไม่มีเลย เท่าที่เราคำนวณดู เชื่อว่าเศรษฐกิจอาจเติบโตได้เพียง 1% เท่านั้น โดยมาจากเครื่องยนต์ตัวเดียว คือ การส่งออก ซึ่งการส่งออกปีนี้ แม้จะเป็นตัวที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าจะดีมากนัก" นายเบญจรงค์ กล่าว
สำหรับภาคการส่งออกนั้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย ยังประเมินการเติบโตไว้ที่ 4.5% โดยมองว่าการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากไตรมาส 2 เป็นต้นไป เพราะเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีต่อเนื่อง และถ้าดูตัวเลขการส่งออกของไทย พบว่า หลายอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นกลับมา ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มเคมีภัณฑ์
ในกลุ่มการเกษตรและอาหาร ยังเป็นกลุ่มที่มีปัญหาอยู่บ้าง ซึ่งถ้าดูเฉพาะปริมาณการส่งออกจะ พบว่ามีการขยายตัวขึ้น เพียงแต่ราคายังไม่ดีนัก ทำให้เมื่อแปลงกลับมาเป็นมูลค่าจะยังหดตัว
ระยะแรกกระทบเฉพาะรากหญ้า
นายกำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยคงยังอยู่ในระดับต่ำ โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ประเมินการเติบโตไว้ที่ 2.5% โดยอยู่บนเงื่อนไขว่า สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลัง
"ถ้าการเมืองยังมีปัญหาอยู่แบบนี้ ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมาก เพราะตราบใดที่ยังไม่มีรัฐบาลที่สามารถจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวได้ ก็คงไม่ช่วยในเรื่องการบริโภค การปลูกข้าวในรอบต่อไป ก็คงมีปัญหาด้วย เพราะชาวนาคงไม่มีเงินมาลงทุนเพื่อการผลิตข้าว จะไปกู้เงินมาปลูกข้าวก็คงยาก เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าปล่อยกู้ให้" นายกำพล กล่าว
ผลกระทบดังกล่าว ในระยะแรกอาจเกิดเฉพาะกับคนในระดับรากหญ้า แต่ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ จะเริ่มกระทบไปยังคนชั้นกลางและระดับสูงในท้ายที่สุด ซึ่งเวลานี้เริ่มเห็นผลกระทบในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ยอดขายเริ่มลดลงแล้ว
สำหรับการลงทุนนั้น อาจเริ่มดีขึ้น ในส่วนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) หลังจากที่ได้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ชุดใหม่ แต่การลงทุนในประเทศยังลำบากอยู่มาก สะท้อนผ่านตัวเลขการนำเข้าที่หดตัวลงค่อนข้างมาก
“เรามองปีนี้โต 2.5% กรณีที่มีรัฐบาลช่วงครึ่งปีหลัง แต่ถ้าไม่มีรัฐบาลก็คงโตได้ 2% สาเหตุที่เรามองการเติบโตมากกว่าคนอื่น เพราะเชื่อว่า การส่งออก ที่หักการนำเข้าแล้ว จะเป็นบวกค่อนข้างมาก จึงช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ เพียงแต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะการนำเข้าที่หดตัว ถือเป็นการสะท้อนการบริโภค และการลงทุนในอนาคต ที่น่าจะหดตัวต่อเนื่อง” นายกำพล กล่าว
รัฐบาลใหม่รักษาการไม่เต็มกดจีดีพีโต 1.8%
ด้าน นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจากนี้ไป คงต้องขึ้นกับเงื่อนไขทางการเมืองว่าจะจบอย่างไร และสามารถมีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารงานได้อย่างเต็มที่หรือไม่ ซึ่งถ้ายังมีรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ก็คงทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้เพียง 1.8% เท่านั้น
“ทิศทางเศรษฐกิจไทยจากนี้ไป คงต้องขึ้นกับเงื่อนไขทางการเมืองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เรามองไว้ตอนนี้ ปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.8% เป็นตัวเลขที่สะท้อนการประเมินว่า โอกาสที่เราจะมีรัฐบาลที่สามารถทำงานทางเศรษฐกิจได้ในกลางปีมีน้อยลง โดยเรามองว่า สถานการณ์มีความเป็นไปได้สูงที่จะยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง” นายเชาว์ กล่าว
สำหรับตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 1.8% นั้น เป็นการประเมินบนสมมติฐานที่เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกจะเติบโตเพียง 0.8% ซึ่งเป็นผลจากฐานครึ่งปีแรกของปีที่แล้วอยู่ในระดับสูง ขณะที่ครึ่งปีหลังของปี 2557 คาดว่าจะโตได้ใกล้ระดับ 3%
นายเชาว์ กล่าวว่าโดยปกติแล้วครึ่งปีหลังจะมีปัจจัยฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ภาคการท่องเที่ยวมักจะกลับมาขยายตัวดีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ดังนั้นครึ่งปีหลังภาพรวมจึงมีแนวโน้มที่ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกทั้งจากในเรื่องของฐานและปัจจัยเรื่องฤดูกาล
"เรามองว่าการส่งออกปีนี้จะโตได้ 5% แต่ก็ต้องรอดูตัวเลขต่างๆ ก่อน ซึ่งการส่งออกเป็นอีกหนึ่งตัวที่มีประเด็นเรื่องฐานเข้ามาด้วย โดยเชื่อว่าครึ่งปีหลัง จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น เช่นเดียวกับภาคการบริโภคที่ครึ่งปีหลังอาจจะเริ่มดีขึ้น เพราะการบริโภคติดลบมาตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่แล้ว ส่วนการลงทุนนั้น หากภาครัฐยังไม่สามารถเดินหน้าลงทุนได้ ก็คงจะทำให้การลงทุนโดยเฉลี่ยทั้งปีติดลบ เพราะเมื่อกลไกรัฐไม่ทำงาน ก็ทำให้เอกชนขาดแรงจูงใจที่จะลงทุน" นายเชาว์ กล่าว
นักวิชาการชี้การเมืองจบช่วยไม่มาก
นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง คงต้องฝากความหวังไว้กับภาคการส่งออก เพราะแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะสามารถคลี่คลายลงได้ แต่คงไม่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้มากนัก โดยประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 2-3%
“ต่อให้ช่วงครึ่งปีหลังการเมืองคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็คงไม่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะการกระตุ้นการบริโภคคงทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนเราอยู่ในระดับที่สูง ขณะที่การลงทุนภาครัฐก็จำเป็นต้องใช้เวลา ซึ่งการดำเนินการเร็วสุดก็คงเป็นปีหน้า ดังนั้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้มากน้อยแค่ไหนคงขึ้นอยู่กับภาคต่างประเทศ ซึ่งก็คือ การส่งออก เป็นหลัก”นายสมประวิณ กล่าว
หอการค้าชี้การเมืองไม่ชัดประเมินยาก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 6 เดือนหลัง (มิ.ย. - ธ.ค.) ของปี 2557 ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังของไทยในปีนี้สามารถคาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากในวันนี้ปัญหาการเมืองยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยุติได้เมื่อไร และจะมีทิศทางอย่างไร ซึ่งการเมืองยังถือว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ อันจะส่งผลให้การบริโภคของประชาชน การลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปี หลังจากหากความขัดแย้งทางการเมืองมีข้อยุติและสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศได้
ล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนได้ 2-3% อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าจีดีพีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับดังกล่าวมาจากสมมติฐานว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนได้ ไม่น้อยกว่า 5%
สมาชิกหอการค้ามั่นใจส่งออกฟื้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในไตรมาสแรกของปี 2557 พบว่า การส่งออกสินค้าไปยังตลาดหลักของไทยยังไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ขณะที่เริ่มมีข้อกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนที่อาจมีการชะลอการนำเข้าสินค้า ซึ่งจะกระทบการส่งออกของไทยที่มีการส่งสินค้าไปยังจีน แต่คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่ยังสูงกว่าระดับ 7% จะเป็นตัวกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศจีนและยังมีความต้องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอยู่ซึ่งตรงนี้ยังเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย
“จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของหอการค้า ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นว่าภาคการส่งออกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยมองว่าการค่อยๆ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะทำให้คำสั่งซื้อสินค้าในตลาดหลักๆ ที่เป็นคู่ค้าของไทยมีมากขึ้นซึ่งส่งผลดีต่อผู้ส่งออก ซึ่งต้องดูตัวเลขการส่งออกในไตรมาสที่ 2 ประกอบ จะเห็นทิศทางการส่งออกทั้งปีที่ชัดเจนขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว
ห่วงจ่ายจำนำข้าวช้ากระทบกำลังซื้อ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แม้ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะได้อานิสงส์จากการส่งออกที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่หากการเมืองยังไม่สามารถหาทางออกได้เศรษฐกิจในประเทศก็จะอยู่ในภาวะซึมตัวส่วนหนึ่งจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากธุรกิจท่องเที่ยวที่ซบเซามาตั้งแต่ปลายปี 2556 ทำให้แรงงานที่เกี่ยวข้องมีรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตามจำนวนที่ลดลงของนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้นักท่องเที่ยวในลักษณะกรุ๊ปทัวร์ โดยเฉพาะชาวจีนกลับมาท่องเที่ยวในไทยอีกครั้ง และหากไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองรุนแรง รายได้จากการท่องเที่ยวจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากนี้ หากว่ารัฐบาลยังไม่สามารถเร่งหาเงินมาจ่ายให้กับชาวนาได้ตามที่ได้ติดค้างเงินรับจำนำข้าวในปีการผลิต 2556/2557 ก็จะทำให้กำลังซื้อในชนบทลดลงและจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากชาวนาบางส่วนยังคงต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ที่กู้มาทำนารอบใหม่ ขณะที่ราคาผลผลิตข้าวและสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อของเกษตรกร กว่า 10 ล้านคนลดลง และจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมซึมตัวลงไปจนถึงปลายปี 2557 ได้









