วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ว่าฯธปท.เผย3ปมขัดแย้งการเมือง

เปิดใจ "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ผู้ว่า ธปท. เผย 3 ปมขัดแย้งการเมือง รับตลอด 3 ปีครึ่ง ทำงานร่วมภาครัฐยังไม่สร้างสรรค์

“ประสาร” เปิดใจการทำหน้าที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ตลอด 3 ปีครึ่ง เผชิญแรงกดดัน สามเรื่องหลัก ยอมรับการหารือร่วมฝ่ายการเมืองยัง “ไม่สร้างสรรค์” เหตุหลายครั้งที่ภาครัฐทำหน้าที่เหมือน “กองหน้า” ที่มาแย่งลูกบอล “กองหลัง” เผยทราบดีฝ่ายการเมืองจ้องปลด ระบุชัด “ลาออก” เป็นไพ่ใบสุดท้าย เพื่อทิ้งปมให้การเมืองตอบปัญหาสังคม

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่น โดย “ประสาร” ได้เปรียบเทียบการทำงานของ “แบงก์ชาติ” ว่าไม่ต่างจาก “กองหลัง” ทีมฟุตบอล ซึ่งมีบ้างที่กองหลังอาจขึ้นไปยืนในแดนหน้า อาศัยจังหวะช่วยทำประตู เพียงแต่การทำหน้าที่ดังกล่าวต้องไม่ลืมหน้าที่เดิมของตัวเองด้วยว่า เป็นผู้เล่นในแดนหลังที่ต้องคอยรักษา “เสถียรภาพ” ทางเศรษฐกิจและการเงิน

สำหรับ “ประสาร” เริ่มเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติในวันที่ 1 ต.ค. 2553 นับถึงวันนี้ผ่านไปกว่า 3 ปีกับอีก 6 เดือนแล้ว โดยเขายอมรับว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา การทำงาน หรือการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่าง “แบงก์ชาติ” กับฟาก “การเมือง” ดูจะ “ไม่สร้างสรรค์” เท่าที่ควร เพราะหลายครั้งที่เขารู้สึกว่า “กองหน้า” ของทีมเอาแต่มาแย่งลูก “กองหลัง”

“ความจริงตลอด 3 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา การปรึกษาหารือระหว่าง แบงก์ชาติกับการเมือง มันไม่สร้างสรรค์เท่าที่ควร เพราะการเมืองมักไปประกาศจุดยืนบางอันที่ เปรียบเหมือนกับศูนย์หน้าของทีมมาแย่งลูกฟูลแบ็ค (กองหลัง)” ประสาร กล่าว

ประสาร ยอมรับว่า ตลอด 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากภาคการเมืองถึง 3 ครั้ง โดย “ครั้งแรก” เป็นเรื่องที่ทางการเมืองต้องการนำเงินสำรองระหว่างประเทศออกไปตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ Sovereign Wealth Funds ตลอดจนความพยายามที่จะนำเงินส่วนนี้ ไปใช้ในการสร้างแหล่งสำรองน้ำมันเพิ่ม

สำหรับ “ครั้งที่สอง” เป็นเรื่องการโอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) มาไว้ที่แบงก์ชาติ เพื่อที่รัฐบาลจะมีพื้นที่เหลือในการก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม และ “ครั้งล่าสุด” เป็นความพยายามที่จะบีบให้แบงก์ชาติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง โดยที่เรื่องทั้งหมดนี้ฟากการเมืองไม่เคยมา “หารือ” กับแบงก์ชาติก่อน ซึ่งเป็นการทำโดยการประกาศผ่านสื่อมวลชนทุกครั้ง

“ผมว่าของพวกนี้ หากได้คุยกันก่อน คุยกันถึงข้อดีข้อเสียว่าเป็นอย่างไร ทำแล้วได้อะไร เสียอะไร ก็น่าจะทำความเข้าใจร่วมกันได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการปรึกษาหารือกันก่อนเลย ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ ทางรัฐบาลใช้วิธีการประกาศตัวผ่านสื่อมวลชน โดยที่แบงก์ชาติไม่ได้รับรู้มาก่อน” ประสาร กล่าว

ถ้าไม่ทำหน้าที่ตัวเองวันนี้ ศก.เสี่ยงเหมือนปี 2540

จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ถือเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่า หาก “แบงก์ชาติ” ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลรักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเอาไว้ให้มั่นคง ภาวะเศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยงเช่นเดียวกับเมื่อครั้งวิกฤติปี 2540 ได้

“สถานการณ์ในตอนนี้ หากไม่มีกองหลัง หรือกองหลังอ่อนแอ เราคงเสียประตูไปเยอะแล้ว เช่น ถ้าเราไม่ดูแลเงินสำรองระหว่างประเทศไว้ดีๆ เศรษฐกิจอ่อนแอ ไม่มีความสมดุล ในขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศมีน้อย เมื่อเทียบกับหนี้ระยะสั้น อย่างนี้อาการแบบในปี 2540 มันจะกินเราได้ ตอนนี้จึงต้องถือว่ากองหลังยังเหนียวแน่น แม้กองหลังจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่หากกองหน้ายังอ่อนปวกเปียก เล่นเกมรับอย่างเดียว ก็มีความเสี่ยงว่าสักพักหนึ่งจะถูกยิงประตูได้” ประสาร กล่าว

ใช้วันหยุดออกกฎหมาย โยกสินทรัพย์ธปท.

“ประสาร” ยืนยันว่า การทำหน้าที่ของแบงก์ชาติ ไม่ได้มีแต่จะดื้อ โดยไม่รับฟังหรือทำตามอย่างเดียว แม้แบงก์ชาติจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายการเมือง แต่ทุกครั้งก็พยายามหาทางออกอื่น ที่พอจะเป็นทางออกร่วมกันได้

เขายกตัวอย่างเช่น ครั้งที่รัฐบาลจะออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ มาใส่บัญชีของแบงก์ชาติ ซึ่งตอนนั้น รัฐบาลไม่เคยมาปรึกษาหารือเราเลย ทั้งยังอาศัยจังหวะช่วงวันหยุดปีใหม่ (ต้นปี 2555) ออกกฎหมายชนิดที่ทำเอาคนแบงก์ชาติอึ้ง เพราะในกฎหมายเขียนว่า รัฐบาลสามารถเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ทุกอย่างของแบงก์ชาติได้ รวมทั้งที่ดิน และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ ซึ่งแบงก์ชาติมองว่าไม่ถูกต้อง จึงได้พยายามหาทางออกอื่นๆ เพิ่มเติมให้

“วันนั้นในห้องนี้ (ห้องรับรองแขกของผู้ว่าการแบงก์ชาติ) ซึ่งขณะนั้นท่านยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) มาหารือกับผมแบบตัวต่อตัว โดยขอให้ผมไว้วางใจ ครม. เพราะบางทีคนเรามักมองภาพไปว่า ครม. ไม่ซื่อสัตย์ ผมก็บอกท่านไปว่า ด้วยความเคารพ ครม. ที่ท่านรองนายกฯ เชื่อว่าซื่อสัตย์นั้น จะอยู่เพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังอยู่ไปอีกยาว ซึ่งก็ต้องให้เครดิตท่านตรงนี้ว่า ท่านเองก็รับฟังจนนำไปสู่การแก้กฎหมายในข้อนั้น”

ระดับการเมืองไม่เห็นใครน่าเชื่อมั่นได้เต็มร้อย

นอกจากนี้ ประสาร ยังบอกด้วยว่า ตลอดการทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติของเขา ยังมีโชคดีอยู่บ้างตรงที่ยังไม่เคยเจอผู้ใหญ่ที่เป็น “คนเก่ง” และเป็น “คนดี” ในสายตาเขามาขอร้องให้ทำบางสิ่งที่อาจทำให้เขาต้องลำบากใจ

อย่างไรก็ตาม ประสาร บอกว่า เท่าที่ดูในระดับการเมืองที่เป็นอยู่เวลานี้ เขาเองยังมองไม่เห็นว่า ใครที่พอจะเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ หรือเชื่อมั่นอย่างเต็มร้อยว่า สิ่งที่เขาขอร้องมาเป็นสิ่งที่หวังดีกับประเทศจริงๆ หรือทำให้รู้สึกได้ว่า สิ่งที่เขาคิดอาจเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็ได้ ซึ่ง ณ วันนี้แทบไม่มีเลย โดยเฉพาะกับ 3 เหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงตลอดเวลา 3 ปีครึ่ง

“สถานการณ์ที่เคยคิด ซึ่งจะทำให้ผมลำบากใจเป็นอย่างมาก ถ้ามีผู้ใหญ่ที่เรานับถือ และเราเชื่อเกินร้อยว่าเขาหวังดีในสิ่งที่มาขอจริงๆ เพราะถ้ามีกรณีอย่างนี้ อาจทำให้ผมต้องคิดหนักว่า สิ่งที่ผมหรือแบงก์ชาติกำลังทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริงหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาไม่มี ดังนั้นการตัดสินใจจึงง่าย” ประสาร กล่าว

ผู้บริหารสภาฯ ต่างๆ ยืนยันจะไม่มากดดัน

เขาบอกด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขารู้ตัวเองดีว่า มีความพยายามจากฝ่ายการเมือง ที่จะปลดเขาพ้นจากตำแหน่ง แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจมากที่สุด คือ การที่ (อดีต) ประธานกรรมการแบงก์ชาติ ไปแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีโจทย์ว่า ใครที่มีอำนาจในการปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติบ้าง

นอกจากนี้ ฝ่ายการเมืองบางท่าน ยังไปขอให้ทางสภาหอการค้าไทย และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาร่วมกดดันที่แบงก์ชาติ เพื่อให้เขาลาออก ซึ่ง ประสาร บอกว่า ผู้บริหารของสภาฯ เหล่านี้ โทรมาเล่าให้ฟัง พร้อมกับยืนยันว่าพวกเขาจะไม่เดินทางมา

ส่วนคำถามที่ว่า เคยคิดจะ “ลาออก” จากการเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติหรือไม่นั้น ประสาร บอกอย่างหนักแน่นว่า ยังไม่เคยคิดถึงจุดนั้น เพราะว่าอันนั้นถือเป็นไพ่ใบสุดท้าย เพื่อเป็นการ “ทิ้งปม” ให้ฝ่ายการเมืองต้องตอบ “คำถาม” และ “อธิบาย” กับสาธารณะ

“อันนั้น (ลาออก) มันเหมือนกับว่า มันไม่มีทางเลือกแล้ว ไม่มีทางที่จะต้านทานแล้ว ก็ต้องสร้างปมเอาไว้ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองต้องไปอธิบายกับสาธารณชน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา แต่โดยหลักควรต้องเป็นไพ่ใบสุดท้าย แต่หากมีทางป้องกันหรือแก้ไขอื่นๆ ก็ควรจะทำก่อน ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วไปทำอย่างนั้น เพราะไม่ต่างจากการใช้กระสุนโดยสิ้นเปลือง คนอาจจะเบื่อหน่ายได้ง่าย มันเหมือนไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ก่อน” ประสาร กล่าว