ตลาดหุ้นอาเซียน 6 ประเทศ เร่งประกาศดัชนีฟุตซี่ อิงหลักทรัพย์ในกระดานอาเซียน เลือก 30 บริษัทที่โดดเด่น คาดลงนาม 4 เม.ย.นี้
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์จะมีการเข้าประชุมซีอีโออาเซียนมิทติ้งรายไตรมาสในวันที่ 4 เม.ย.นี้ ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยในการประชุมครั้งนี้ จะมีการลงนามความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์ 7 แห่งของ 6 ประเทศ และมีการประกาศดัชนีอ้างอิงหลักทรัพย์ 30 บริษัทในตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงตัวใหม่ โดยฟุตซี่เป็นบริษัทที่จัดทำดัชนีดังกล่าว เหมือนกับดัชนีฟุตซี่อาเซียนสตาร์ ทั้งนี้ตลาดอาเซียน ประกอบด้วย ตลาดหุ้นไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยตลาดหุ้นไทยจะเน้นบริษัทในกลุ่มเซ็ท 50 เป็นหลัก
"ความมือครั้งนี้จะดึงดูดความสนใจของต่างชาติให้กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียนเพิ่มขึ้น หากพิจารณาเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง ความน่าสนใจในการลงทุนไม่มากพอ แต่เมื่อรวมกันและมีดัชนีอ้างอิง ต่างชาติหันมาสนใจมากขึ้น ซึ่งเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ 100% ตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์ 18-19%"
เขากล่าวว่า ประเด็นที่จะมีการลงนามร่วมกันคือ สนับสนุนให้มีเรื่องประชาสัมพันธ์ระบบการซื้อขายและการหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เรื่องความร่วมมือระหว่างสมาชิกร่วมกัน และการแชร์ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ร่วมกัน เพื่อจะมีข้อมูลให้กับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุน สำหรับตลาดหุ้นของแต่ละประเทศในปัจจุบัน
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นไทย และเวียดนาม มีความร่วมมือระหว่างกันหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะความร่วมมือของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS) ซึ่งกำลังพิจารณากำหนดคุณสมบัติบริษัทในกลุ่มประเทศ เพื่อนำมาคำนวณดัชนี โดยมีแนวคิดจะนำสัดส่วนรายได้ของแต่ละบริษัทของประเทศต่างๆ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป
ตลาดทุนไทยปัจจุบัน ประสบปัญหาการเมืองกระทบต่อจีดีพีและการลงทุน ราคาหุ้นลดต่ำลงช่วงนี้ ถือว่าเป็นต้นทุนต่ำ และเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจะเข้ามาทยอยสะสมเพื่อการลงทุน เพราะหากย้อนกลับไป วิกฤติการเมือง 3 ครั้งพบว่า หลังสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดจะกลับมาฟื้นตัวสู่จุดเดิมในระยะ 3 เดือน 5 เดือน และ 13 เดือน
ด้านนายเหงียน วัน ซุง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย (HNX) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดเวียดนามมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 40% ของจีดีพี แบ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ฮานอย 17-18% ที่เหลือคือตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฮานอยถือว่าประสบความสำเร็จในการดึงนักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตร ได้ถึง 80% หรือมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ทำให้เกิดผลดีต่อต้นทุนของภาครัฐ ที่เดิมมีต้นทุนนอกงบประมาณ 1% ของอัตราดอกเบี้ย แต่พอมีการเทรดในตลาดทำให้ต้นทุนลดลง 1-2%
ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม สนใจเข้าร่วม ASIAN Link ซึ่งปัจจุบันมีตลาดหลักทรัพย์ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นสมาชิก แต่ขณะนี้ยังติดปัญหาเรื่องการปฏิบัติด้านกฎระเบียบภาพรวม เช่น เรื่องสกุลเงินด่องของเวียดนามที่ยังไม่เป็นสากล
สำหรับแผนพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในระยะ 3-5 ปีจากนี้ คือการพัฒนาเรื่องบรรษัทภิบาล ความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะด้านการเปิดเผยข้อมูลบริษัทต่อผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น
ส่วนเป้าหมายจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮานอย ยังไม่สามารถระบุได้ เพราะอยู่ระหว่างการดำเนินการรวมตลาดหลักทรัพย์ 2 แห่ง คือ ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย และตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ เข้าด้วยกัน ตามแผนพัฒนาตลาดทุนของรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักกฎเกณฑ์ควบคุมบริษัทที่เข้าซื้อขายในตลาดอัพคอม (UPCOM Market) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตลาดหลักทรัพย์ฮานอย ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮานอยเพิ่ม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและความน่าสนใจของตลาด
"ตอนนี้รัฐบาลเพิ่งออกข้อกำหนดว่า ถ้าแปรสภาพบริษัท และไม่เข้าไปเทรดในตลาดหุ้นภายใน 1 ปี จะถูกปรับ และถ้าผู้ถือหุ้นจะขายหุ้น ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ด้วย เพราะการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ไม่มีกฎเกณฑ์ดูแล ไม่ดูแลผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น ปัจจุบันมีบริษัทที่ซื้อขายในตลาดอัพคอมกว่า 200 บริษัท"
เขากล่าวว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮานอยปีนี้ สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ 10-30% ของกำไรสุทธิ ซึ่งยอมรับปัจจุบันราคาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮานอย ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี จึงเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุน









