วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนมองการเมือง'ไร้ทางออก'

ธปท.เผยผ่อนปรนนโยบาย รองรับผลกระทบ-หวังครึ่งปีหลังมีรัฐบาลใหม่ เรียกร้องเคารพกฎหมาย-ยึดประเทศชาติ

ภาคเอกชนเริ่มหมดความหวังทางออกการเมืองในระยะสั้น ประเมินยืดเยื้อ หลังไร้การเจรจาแก้ขัดแย้ง รับสภาพเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ด้าน"ชาติศิริ"เผยภาคเอกชนกังวลหนัก "อนาคตประเทศ" ขณะแบงก์ชาติเตือนธุรกิจปรับตัวรับความเสี่ยง หวังครึ่งปีหลังสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 5 เดือน กำลังส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังไม่มีแนวโน้มว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะยุติลงเมื่อไร ในขณะที่สถานการณ์การชุมนุมของทุกกลุ่มเริ่มเข้มข้นขึ้นอีกครั้ง

ความกังวลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังมีการประเมินว่าสถานการณ์การเมืองในเดือนเม.ย.นี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นและสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่ความรุนแรงครั้งใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากจะมีการพิจารณาคดีสำคัญขององค์กรอิสระต่อนักการเมืองในรัฐบาล อีกทั้งยังไม่สามารถตกลงวันเลือกตั้งครั้งใหม่ ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือความปรองดองและยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยมีการผลักดันให้เกิดการวางรากฐานในด้านต่าง ๆ อย่างดีตามแนวทางที่เหมาะสม ทั้งกฎระเบียบและโครงสร้างเศรษฐกิจ

"ขณะนี้ยอมรับว่าภาคเอกชนมีความกังวลถึงอนาคตของประเทศ และมองว่าเศรษฐกิจมีการชะลอตัวในระดับหนึ่ง"

นายชาติศิริ กล่าวว่าประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพและโอกาสที่ดีในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้น หากเราสามารถวางหลักการในการขับเคลื่อนประเทศให้ดำเนินไปได้อย่างดีและเหมาะสม การลงทุนก็จะเกิดขึ้นได้

นายกฯสมาคมโบรกเกอร์มองแก้ยาก

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เป็นที่ชัดเจนว่าไม่มีทางแก้ไข และคงจะยืดเยื้อนาน ทำให้ผลกระทบน่าจะแรงพอสมควร โดยเฉพาะผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกลไกเศรษฐกิจของประเทศ

"ผลกระทบต่อการลงทุนทั้งการลงทุนโดยตรง และการลงทุนทางอ้อม ในตลาดหุ้น เห็นได้จากภาวะการซื้อขายที่ซบเซา ยังดีที่ตลาดไม่ได้ตกแรง เพราะโดยพื้นฐานของประเทศยังดี"

นางภัทธีรา กล่าวว่ากำลังซื้อในประเทศก็ได้รับผลกระทบ ขณะที่กำลังซื้อต่างประเทศยังไม่ดีจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แรง ทำให้การส่งออกไม่ดีอย่างที่คาดไว้ ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศได้รับผลกระทบ แม้ว่าจะมีการยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินแล้ว แต่การชุมนุมก็ยังมีอยู่

"ภาคหลักๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกกระทบหมด ทำให้เศรษฐกิจในประเทศน่าจะชะลอตัวเหลือ 2-3% ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำได้คือ อย่าให้เศรษฐกิจตกไปมากกว่านี้ในช่วงไตรมาส2"

นางภัทธีรา เห็นว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองในช่วงสุญญากาศ ซึ่งขณะนี้ไม่มีใครยอมเจรจากับใคร แนวทางมีอยู่ 2-3 แนวทางคือ 1. จะต้องมีรัฐบาลที่ประชาชนยอมรับ เข้ามาบริหารจัดการบ้านเมือง 2.การให้ทุกอย่างเดินตามกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งการตัดสินคดีความต่างๆ แต่คงใช้เวลานาน และ 3. ต้องมีใครเสียสละ โดยมองประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพราะหากปล่อยไว้ จนกระทบกับภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง หรือ เรียลเซ็คเตอร์จะลำบาก

นายกฯบลจ.ขอทุกฝ่ายยึดกติกา

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวเช่นเดียวกันว่าปัญหาการเมืองของไทยมองดูแล้วจบยาก แต่ก็ยังหวังว่าจะจบลงได้หากทุกฝ่ายยึดมั่นในกฎกติกาและเคารพในคำตัดสินของกระบวนการยุติธรรม

"หากทุกคนพร้อมที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก เสมอเหมือนกันไม่ใช่ผิดเป็นบางเรื่องหรือถูกเป็นบางเรื่อง ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ยากที่จะมีทางออกได้"

นางวรวรรณ กล่าวว่าปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อย่อมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยเองนั้นยังน่าจะเพียงพอที่จะรับกับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในระยะสั้นได้ แต่หากปล่อยให้ยืดเยื้อนานไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศแน่นอน

เชื่อในที่สุดหาทางออกได้

ทั้งนี้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) หรือฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทุกฝ่ายควรจะคิดว่าที่ทำอยู่ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติ แล้วจะปล่อยไปเช่นนี้ให้ประเทศชาติบอบช้ำหรือควรหาทางลงได้อย่างไรเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมจะดีกว่าหรือไม่

"ยังเชื่อว่าในที่สุด ปัญหานี้จะต้องมีทางออกและตลาดหุ้นก็รับรู้ปัจจัยการเมืองไปมากแล้ว ถ้ามองว่าในที่สุดปัญหาจะจบลง นี่ก็เป็นจังหวะที่ดีที่จะทยอยเข้าลงทุน เพราะดัชนีตลาดหุ้นไทยเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ถ้าปัญหาคลี่คลายเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตลาดหุ้นก็จะตอบรับข่าวไปก่อนล่วงหน้าเช่นกัน"

"พรศิลป์"มองยังไม่เห็นทางออก

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรหยุดปฏิบัติงานเปิดทางให้มีการเจรจาเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศภายใน 3 เดือน จากนั้นควรมีการเปิดสภาเพื่อนำสิ่งที่เจรจากันไว้มาแก้ไขผลักดันให้เป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ เพราะขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางออกว่าวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองจะคลี่คลายลงได้ภายในปีนี้

นายพรศิลป์ กล่าวว่าอาจจะมีรัฐบาลใหม่ในช่วงต้นปีหน้า จากนั้นเศรษฐกิจการค้าการลงทุนจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2558 โดยปัจจุบันต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยนั้นแทบไม่มีอนาคต เพราะในรัฐบาลรักษาการไม่มีการลงทุนใหม่ ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน และการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ยังไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ก็ทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เคยเข้ามาในไทยเฉลี่ยปีละประมาณ 5 แสนล้านบาทหายไป

ส.อ.ท.ชี้ต้องใช้เวลาแก้ปัญหาขัดแย้ง

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขว่าทุกฝ่ายจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้อง และอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งก็ต้องใช้เวลาให้ทุกฝ่ายหาทางออกให้กับประเทศ

สำหรับผลกระทบจากสุญญากาศทางการเมืองในขณะนี้ และอาจจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยในระยะสั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงช่วงไตรมาส3 และ4 อาจจะทำให้อัตราการขยายตัวของ จีดีพี ในปีนี้ จะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 5% เหลือ 2.5-3% ซึ่งทุกๆ จีดีพี ที่หายไป 1% จะมีเงินที่หายไปจากการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1.2 แสนล้านบาท

ส่วนผลกระทบในระยะยาว นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่าการเมืองทำให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศลดลง เนื่องจากความวุ่นวายภายในประเทศที่ผ่านมา ทำให้ประเทศถูกแช่แข็งมานาน โครงการพัฒนาใหม่ๆ เดินหน้าได้ไม่เต็มที่ รวมทั้งยังทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทย ซึ่งหากเกิดสุญญากาศทางการเมืองยาวนาน ต่างชาติอาจมองได้ว่ากฎกติกา และกฎหมายของไทย ไม่สามารถบังคับใช้ได้ และขาดความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน

ธปท.ชี้การเมืองทำให้นโยบายผ่อนปรน

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่าเราต้องก้าวข้ามปัญหาการเมืองไปให้ได้ เพื่อที่จะทำให้ภาคธุรกิจเกิดการลงทุนและผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจที่มีแผนออกไปลงทุนต่างประเทศอยู่แล้ว ในช่วงนี้อาจเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการหันมาเน้นเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรืออาศัยจังหวะนี้ในการปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นางรุ่ง กล่าวว่าสาเหตุที่ ธปท. ยังดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยการเมืองที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจไทยในเวลานี้มีการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ โดยในอดีตตัวเลขการเติบโตตามศักยภาพเราพูดกันที่ประมาณ 4-5% แต่เวลานี้ถ้าดูสำนักวิจัยหลายๆ สำนักเองก็มองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจโตได้เพียง 3% หรือต่ำกว่านั้น ธปท.จึงเห็นว่านโยบายการเงินควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุน

“นโยบายการเงินในช่วงนี้ยังต้องอยู่ในทิศทางที่ผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อช่วยประคับประคองภาคเศรษฐกิจ แต่การผ่อนคลายไม่ได้หมายความว่าจะต้องลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง เพราะตรงนี้เป็นหน้าที่ของ กนง.(คณะกรรมการนโยบายการเงิน) ที่ต้องพิจารณา ซึ่งนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อย่างน้อยก็ช่วยสนับสนุน ลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ”นางรุ่งกล่าว

หวังครึ่งปีหลังมีรัฐบาลบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังมองว่าช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ประเทศไทยน่าจะมีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารประเทศเข้ามาช่วยขับเคลื่อนได้ เพียงแต่ระหว่างนี้ภาคธุรกิจเองควรต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

“อันหนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยทราบดี คือ ตลาดการเงินมีความผันผวนค่อนข้างมาก ในอดีตจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวสามารถเป็นไปได้ในทั้ง 2 ทิศทาง การป้องกันตัวเองจึงน่าจะเป็นอะไรที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ”นางรุ่งกล่าว