วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขอ2ฝ่ายเจรจาก่อน 'ยุบสภา'

7สถาบันธุรกิจออกแถลงการณ์ขอทุกฝ่ายยุติความรุนแรง แก้ปัญหาตามหลักกฎหมาย ยื่น 4 ข้อ พร้อมเสนอให้มีการเจรจาผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก่อนยุบสภา

จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้และมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ ทำให้ภาคธุรกิจหลายสถาบัน เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น กำลังจะสร้างความความวิตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้มีการนัดหารือกันในกลุ่มสถาบันต่างๆ มาเป็นระยะๆ เพื่อช่วยหาทางออกให้กับประเทศ และเห็นว่าทางออกของประเทศบนสถานการณ์อย่างนี้ น่าจะมีการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการแถลงการณ์ของ 7 สถาบัน วานนี้ (2 ธ.ค.) เมื่อค่ำวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจจากสถาบันต่างๆ มีการพูดคุยเสนอความคิดเห็นเพื่อเสนอทางออกให้กับรัฐบาลมาก่อน ในวงหารือมีความเห็นตรงกันว่า บนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะต้องมีการเจรจาเกิดขึ้น โดยมีคนกลางเป็นตัวเชื่อม และเห็นว่าภาคธุรกิจน่าจะมีบทบาทสำคัญในการเสนอทางออก ในการปฏิรูปประเทศ การยุบสภาถือเป็นทางออกอย่างหนึ่ง แต่ก่อนที่จะยุบสภาควรสนับสนุนให้มีคนกลาง เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาหาแนวทางปฏิรูปประเทศก่อน แต่สุดท้ายแล้วยังไงก็ต้องยุบสภา

"ในการหารือเห็นตรงกันว่าภาคธุรกิจจะต้องสนับสนุนให้คนกลางเข้ามาช่วยเจรจา อาจจะเป็นหน้าที่ของกองทัพก็ได้ และเห็นว่าภาคเอกชนจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเหลือประเทศขณะนี้ และเพื่อออกเป็นแถลงการณ์ขึ้น" แหล่งข่าวผู้เข้าร่วมหารือ กล่าว

การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนธ.ค.วานนี้ (2 ธ.ค.) กกร.ได้เชิญภาคเอกชนที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย 1.ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย 2.ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 3.ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 4.ประธานสมาคมธนาคารไทย 5.ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย 6.กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ 7.นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เพื่อหารือถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน

7 สถาบันเสนอเจรจา-ก่อนเลือกตั้ง

ภายหลังการประชุม นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ในฐานะประธาน กกร. กล่าวว่าภาคเอกชนทั้ง 7 สถาบัน มีความเห็นตรงกันในการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง และการกระทำที่นำไปสู่อุบัติการณ์ที่ร้ายแรง

โดยภาคเอกชนได้เสนอข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ได้แก่ 1.ภาคเอกชนพร้อมที่จะร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย โดยยึดถือหลักการของกฎหมาย ความถูกต้องชอบธรรม ตามหลักของการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี โดยจะร่วมกับสถาบันต่างๆ เช่น สถาบันภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันสื่อมวลชน รวมทั้งผู้ที่เป็นที่ยอมรับของสังคม

2.ปัญหาข้อขัดแย้งควรแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่ใช้ความรุนแรงหรือการกระทำที่ไม่เคารพกฎหมายและกติกาประชาธิปไตย ทั้งนี้ ภาคเอกชน พร้อมที่จะให้การสนับสนุนแก่ทุกๆ ฝ่าย ที่ได้ริเริ่มให้มีการเจรจากันแล้ว และยินดีเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทุกทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศอันเป็นที่รักของเรา

3.การแสดงความเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิอันชอบธรรมภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่ทำให้เกิดความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาของชาติ เห็นว่าการเดินกลยุทธ์ทางการเมืองโดยตั้งเงื่อนไขจะนำไปสู่การสูญเสีย ทั้งนี้ผู้ที่ใช้ความรุนแรงจนทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย และเสียเลือดเนื้อ จะถูกจดจำและบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และ 4.ภาคเอกชน เห็นว่าหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่สันติ คือ การทำตามกติกาโดยหาทางออกในวิถีประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปในลักษณะเดิม ภายหลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา จึงขอเสนอให้มีการเจรจาระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้มีข้อยุติเบื้องต้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง โดยมีผู้แทนองค์กรที่เป็นที่ยอมรับของทุกๆ ฝ่าย ร่วมในการเจรจาประเด็นต่างๆ

หวั่นถูกต่างชาติมองไทย “อนาธิปไตย”

ทั้งนี้ ภาคเอกชน ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงผลภัยและความแตกแยกที่จะมีต่อประเทศชาติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว และ ภาวะจิตใจ ตลอดจนภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสังคมโลก หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่อย่างยืดเยื้อ ก็จะทำให้ประเทศไทยถูกจัดเป็น “FAILED STATE” หรือ “อนาธิปไตย” ทั้งนี้ ภาคเอกชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม ได้โปรดหาทางออกให้กับประเทศ อย่างสันติวิธี โดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีเหตุการณ์เสียเลือดเนื้อเช่นนี้อีก อันจะนำความเสียใจอย่างยิ่งมาสู่ประชาชนคนไทย

"ในอนาคตคงต้องมีการเลือกตั้ง ดังนั้นก่อนจะมีการเลือกตั้งเห็นควรให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งเจรจาหาข้อยุติเบื้องต้น เพื่อไม่ให้การเมืองกลับมาซ้ำรอยเดิมอีก และประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดย กกร.พร้อมเสนอตัวเป็นคนกลางการเจรจาแก้ปัญหาของทั้งสองฝ่าย หากเห็นว่า กกร. เป็นประโยชน์"นายอิสระ กล่าว

ห่วงการเมืองรุนแรงกว่าน้ำท่วมปี 2554

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุนของประเทศลดลงมาก จากอันดับ 2 ลงไปเป็นอันดับ 3 รองจาก อินโดนีเซีย เวียดนาม หากเหตุความรุนแรงไม่ยุติ ก็จะยิ่งฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนลงไปอีก โดยมองว่าความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติมากกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เพราะเหตุว่าน้ำท่วมมีเพียงทรัพย์สินเสียหาย สามารถซ่อมสร้างทดแทนใหม่ได้ไม่ยาก แต่เหตุรุนแรงขณะนี้ สร้างความแตกแยกร้าวลึกไปทั้งประเทศ ทำให้ต่างชาติเป็นห่วงว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ จนเกิดความไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความเสี่ยงหากเข้ามาลงทุน

ส่วนผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน อาจทำให้ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1 ของปี 2557 ลดลง นักลงทุนรายใหม่ที่กำลังมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการค้าภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อาจชะลอการลงทุนหรือหันไปลงทุนยังประเทศอื่นแทน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อไทยอย่างมากได้

เชื่อต่างชาติยกระดับเตือนภัยนักท่องเที่ยวหนี

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่าปัจจุบันมี 68 ประเทศที่จับตาประเทศไทย และมี 34 ประเทศ ได้ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางมาเที่ยวไทยในระดับที่ 2 แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความเป็นห่วงว่า หากต่างประเทศยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 5 หรือ การห้ามเดินทางมาเที่ยวไทย ก็จะส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวเดือนธ.ค. นี้ลดลง 8-10% หรือประมาณ 5 แสนคน ทำให้รายได้หายไป 2.5 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 2556 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 2.6 ล้านคน คิดเป็นรายได้ 1.18 ล้านล้านบาท

การเมืองร้อนหวั่นต่างชาติขายถึง2แสนล้าน

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า จากปัญหาความรุนแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเกิดแรงเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว 1.7 หมื่นล้านบาท และตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา มีการเทขายจากนักลงทุนต่างชาติรวมไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาท โดยตลอดปี 2556 คาดว่าจะมีการเทขายรวม 1.5 แสนล้านบาท ส่วนเวลาที่เหลือเดือนธ.ค. นี้ ปัญหาการเมืองจะทำให้เกิดการเทขายรวมถึง 2 แสนล้านบาท หรือไม่ คงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเพียงกว่า 2% ต่ำกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ล่าสุดที่ 3% ส่วนในปี 2557 ที่ตั้งเป้าเติบโตไว้ 4-5% อาจจะลดต่ำกว่าเป้าหมายเหลือแค่ 3% ได้ ดังนั้นภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้ยุติปัญหาความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด

รับเงินไหลออกจากตลาดหุ้น 4.5 หมื่นล้าน

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 2556 ที่เริ่มมีการชุมนุม ทำให้เม็ดเงินในตลาดหลักทรัพย์ฯไหลออกไปแล้วประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะไหลออกไปเพิ่มอีก

ขณะที่ นายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับลดดอกเบี้ยลงตาม ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังประสบปัญหาโดยมีผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการเมือง