วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วอลมาร์ท'เปิดบริการแรกวอชิงตัน

"วอลมาร์ท" ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ เปิดร้านสาขาแรกในกรุงวอชิงตัน เมืองหลวงของประเทศ

"นายวินเซนต์ เกรย์" นายกเทศมนตรีวอชิงตัน เผยว่า เครือข่ายร้านค้าปลีกชื่อดังเตรียมเปิดร้านสาขาในเมืองหลวงทั้งสิ้น 6 สาขา มีการจ้างงานใหม่ 1,800 อัตรา ในช่วงที่ในเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียงมีอัตราการว่างงานสูงถึงกว่า 2 เท่าของอัตราการว่างงานเฉลี่ยทั้งประเทศ

เครือข่ายค้าปลีกรายนี้ เน้นจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงหนังสือ มีสาขาทั่วสหรัฐอยู่ประมาณ 4,100 สาขา ถือเป็นนายจ้างเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ด้วยตัวเลขพนักงานราว 1.3 ล้านคน

ทั้งนี้ "อแมนด้า เฮนเนเบิร์ก" โฆษกของวอลมาร์ทระบุว่า กิจการดังกล่าวตื่นเต้นที่ได้มาเปิดให้บริการที่กรุงดี.ซี. และยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการว่างงาน

แม้หลายคนจะยินดีที่ห้างค้าปลีกรายใหญ่มาเปิดดำเนินการในเมืองหลวง เเต่มีบางส่วนที่กังวลกับการมาของยักษ์ใหญ่รายนี้ เช่นสหภาพแรงงานและกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ร่วมกับสมาชิกสภาเมืองบางคนคัดค้านการเปิดให้บริการของวอลมาร์ทด้วยเหตุผลว่า ไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาการว่างงานแต่อย่างใด

ความเห็นในการคัดค้านที่น่าสนใจ อาทิ นายไมค์ วิลสัน สมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหว "เรสเป็ค ดีซี" กล่าวว่า ผู้คนต่างต้องการมีงานทำ แต่ก็ต้องเป็นงานที่ได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่ยอมรับได้เช่นกัน แต่ทว่า วอลมาร์ทเป็นเครือข่ายค้าปลีกที่จ่ายค่าแรงต่ำที่สุดในบรรดาธุรกิจประเภทเดียวกัน

ด้านสหภาพพนักงานในสายงานอาหารและการค้าระหว่างประเทศหรือยูเอฟซีดับเบิลยู กล่าวหาวอลมาร์ทว่า มักจ่ายค่าแรงต่ำและให้พนักงานทำงานหนักเกินไป รวมถึงมอบประกันสุขภาพแบบจำกัด โดยยูเอฟซีดับเบิลยูรณรงค์ให้วอลมาร์ทจ่ายค่าตอบแทนให้พนักงานเพิ่มขึ้น ในสาขาที่จะมาเปิดในเมืองหลวง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ 2 สาขา ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

ขณะที่ นักการเมืองแห่งสภาเมืองหลวงตอบสนองการเคลื่อนไหวด้วยการอนุมัติการแก้ไขกฎหมายให้ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่จ่ายค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจาก 8.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง เป็น 12.50 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม วอลมาร์ทไม่เห็นด้วยที่ต้องจ่ายค่าแรงมากกว่าธุรกิจค้าปลีกรายเล็ก และนายเกรย์ นายกเทศมนตรีของเมืองหลวงเองก็ใช้สิทธิคัดค้านการออกกฎหมายดังกล่าว โดยความขัดแย้งในการออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงการจ่ายค่าแรงในเมืองหลวงระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติยังคงดำเนินต่อไป