TICON หลังผ่านร้อน ผ่านหนาว และผ่านน้ำ กลับสู่เส้นทางการเติบโตที่แข็งแกร่งและก้าวไกล
หากย้อนหลังไป 1 ปีในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เราอาจเห็นผู้บริหารหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งกุมขมับ เพราะมิอาจรับมือกับกระแสน้ำที่หลั่งไหลท่วมท้น จนทำความเสียหายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าหลายแห่ง ในแถบจังหวัดอยุธยา และปทุมธานี ซึ่งมี บริษัทไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TICON เป็นเจ้าของ
ฝันร้ายนั้นดูเหมือนจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ร่องรอยของความเสียหายยังคงตามหลอกหลอน “วีรพันธ์ พูลเกษ” กรรมการผู้จัดการของ TICON มาถึงทุกวันนี้
เขาบอกกับเราว่า “ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนั้น ตอนนี้ก็มีคนมาเช่าแล้ว แต่ยอมรับว่าน้อยลง คนที่ย้ายออกไปจากพื้นที่น้ำท่วมน่าจะเกือบๆ ครึ่งหนึ่ง ซึ่งประเมินว่าคนที่คิดจะย้ายออกไป ก็น่าจะย้ายออกไปหมดแล้ว แต่คนที่กลับเข้ามายังน้อยอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะรอดูสถานการณ์น้ำในปีนี้ก่อน ซึ่งหากไม่มีอะไรร้ายแรง น่าจะมีลูกค้าทยอยกลับเข้ามา”
แต่ในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีแฝงอยู่ วีรพันธ์บอกว่า “ในเรื่องของการเคลมเงินค่าประกันความเสียของบริษัทฯ นั้น ได้คุยกับบริษัทประกัน และได้ข้อสรุปแล้ว ซึ่งเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดน่าจะได้รับภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งจำนวนเงินก็น่าจะครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นได้”
ผลของภัยน้ำท่วมที่กระทบต่อ TICON ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าโรงงานและคลังสินค้ารายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในปีก่อน ทำให้รายได้ของบริษัทในช่วงไตรมาสที่ 4 / 2554 ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้รายได้รวมทั้งปี 2554 ของ TICON อยู่ที่ 2,295 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 436 ล้านบาท จากที่เคยมีรายได้เกินกว่า 3,000 ล้านบาทในปี 2553 และมีกำไรในปีเดียวกันกว่า 800 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 นี้ รายได้ของ TICON มีแนวโน้มที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดอีกครั้ง เนื่องจากผู้บริหารคาดว่าในไตรมาสที่ 4 นี้จะมีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวม TFUND มูลค่าประมาณ 1,600 ล้านบาท และยังจะมีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวม TLOGIS จำนวน 2,000 ล้านบาท และเมื่อไตรมาส 1 ของปีนี้ ก็มีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวม TFUND มูลค่าประมาณ 760 ล้านบาท ซึ่งเลื่อนมาจากปลายปี 2554 ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายๆ ค่ายมีการประมาณการกันว่ารายได้ของ TICON ทั้งปี 2555 นี้จะไต่ระดับขึ้นไปเกินกว่า 5,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
กับคำถามที่ว่า ‘วีรพันธ์’ ผู้ซึ่งนำพาธุรกิจผ่านร้อน ผ่านหนาว และผ่านน้ำ มาแล้ว กำลังจะพาธุรกิจ TICON ไปในทิศทางไหนนั้น เขาบอกว่า “TICON ได้เข้าไปซื้อที่ดินแถบตะวันออกไว้พอสมควร ซึ่งความจริงได้ไปซื้อก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแล้ว ทำให้บริษัทมีที่ดินสำหรับการพัฒนาต่อได้ และเมื่อไม่นานนี้บริษัทก็ได้ซื้อที่ดินเพิ่มในบริเวณอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยแผนงานในอนาคตในปีต่อไป TICON คงเน้นการขยายธุรกิจในแถบตะวันออกมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาในช่วงหลัง เป็นกลุ่มที่ทำด้านชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งมักจะสร้างฐานการผลิตในภาคตะวันออก และบริษัทจะยังคงให้ความสำคัญทั้งพื้นที่โรงงานให้เช่า และคลังสินค้า โดยในส่วนโรงงานให้เช่านั้นมีอัตราผลตอบแทน (Yield) ดีกว่า แต่การทำคลังสินค้าให้เช่านั้นจะมีขนาดของพื้นที่ให้เช่ามากกว่า เมื่อคิดออกมาเป็นจำนวนเงินที่บริษัทจะได้รับแล้ว การให้เช่าคลังสินค้าก็เป็นธุรกิจที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการให้เช่าโรงงาน ซึ่งแต่ละปีบริษัทวางงบลงทุนเอาไว้ประมาณปีละ 5,000 ล้านบาท”
รูปแบบของการลงทุนขยายธุรกิจของ TICON ตรงนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะหากไปดูส่วนของหนี้สินของบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2555 ที่ 11,580 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 5,905 ล้านบาท เทียบกับเงินลงทุนปีละ 5,000 ล้านบาท เป็นเรื่องที่น่าประหลาดพอสมควร เนื่องจากหากมีการลงทุนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อีกไม่กี่ปีก็อาจจะต้องมีการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ หรือไม่เช่นนั้น หนี้สินของบริษัทก็ต้องเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อทุนของบริษัทอยู่ในระดับสูงจนยากที่จะทำธุรกรรมการกู้ยืมกับธนาคารหรือระดมทุนออกจากประชาชนผ่านการออกหุ้นกู้ได้
แต่ TICON ก็มีวิธีที่ชาญฉลาด และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย นั่นก็คือการขายสินทรัพย์ในส่วนของโรงงานเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน (TFUND) และขายสินทรัพย์ในส่วนของคลังสินค้าเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทีพาร์คโลจิสติคส์ (TLOGIS) ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้และรับรู้กำไรได้ทันที และมีกระแสเงินสดในมือเพื่อรองรับการขยายงานได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับการขยายงานในขอบเขตที่ไกลออกไปเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือ AEC วีรพันธ์บอกว่า “การลงทุนในต่างประเทศก็อยู่ในขอบเขตการพิจารณา แต่ทั้งนี้ก็จะต้องมั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีจริงๆ เพราะจากการเดินทางสำรวจตลาดในต่างประเทศ พบว่าบางประเทศ เช่น ประเทศพม่า ราคาที่ดินในเขตที่มีศักยภาพในการพัฒนาก็มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ส่วนประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอีกที่หนึ่งที่มีศักยภาพในการเข้าไปลงทุนก็ยังมีกฎระเบียบเรื่องสิ่งแวดล้อมค่อนข้างเยอะมาก ต้องทำการศึกษาให้ดีก่อนจะเข้าไปลงทุน โดยในอนาคตอันใกล้คงจะเน้นทำตลาดในประเทศไทยอยู่ ส่วนของการขยายออกไปต่างประเทศนั้นก็อยู่ในการพิจารณาอยู่เสมอ”
เมื่อถามถึงความแตกต่างของหุ้น TICON ซึ่งทำธุรกิจให้เช่าโรงงานและคลังสินค้า เทียบกับหุ้นของบริษัทประเภทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรม คุณวีรพันธ์บอกว่า “พื้นฐานของธุรกิจที่ค่อนข้างต่างกัน ส่งผลให้ราคาหุ้นมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่ต่างกันไปด้วย โดยบริษัทที่พัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องพึ่งพึงกับยอดขายที่ดิน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลกสูง ราคาหุ้นก็อาจจะมีการปรับตัวขึ้นหรือลงแรงตามปัจจัยพื้นฐานของบริษัทและความคาดหวังของนักลงทุน ในส่วนของหุ้น TICON เน้นเรื่องพื้นที่ให้เช่าโรงงานและคลังสินค้า ซึ่งพึ่งพิงรายได้หลักจากค่าเช่า ดังนั้นราคาหุ้นก็จะไม่หวือหวา แต่จะมีเงินปันผลที่ค่อนน่าพอใจและสม่ำเสมอ ซึ่งโดยนโยบายแล้ว TICON จะมีการจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ แต่ที่ผ่านมาก็มีการจ่ายในระดับที่สูงกว่านั้นเสมอ ซึ่งไม่ค่อยจะน้อยกว่า 70% ของกำไรสุทธิ”
บทเรียนจากมหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา แม้จะสร้างความเสียหายไม่น้อย แต่ก็ได้สร้างบทเรียนและความแข็งแกร่งให้กับไทคอนมากยิ่งขึ้น
นับจากนี้ วีรพันธ์จะนำพา TICON ให้เติบโตได้ไกลและเร็วแค่ไหน มิได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้ที่จะมาลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะฝากไว้กับฝีมือของเขาแล้ว หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ ก็จะยิ่งทำให้บริษัทฯ นี้มีอนาคตที่สดสว่างอย่างไม่ต้องสงสัย
CEO Signature Series สนับสนุนข้อมูลโดย ShareInvestor เครือข่ายนักลงทุนสัมพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยความเชื่อมั่นจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 400 บริษัท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] หรือเว็บไซต์ www.shareinvestor.com









