แบงก์กรุงศรีรับศึกษาธุรกิจไมโครไฟแนนซ์เพิ่มเติม หลังคลังกำหนดเพดานดอกเบี้ย 36% ชี้รูปแบบธุรกิจต่างจากเดิม
ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลัง จะพิจารณาจัดตั้งบริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดย่อย หรือไมโครไฟแนนซ์ และกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับการปล่อยกู้ไม่เกิน 3%ต่อเดือน หรือ 36% ต่อปี เพื่อลดปัญหาความต้องการสินเชื่อของภาคประชาชนที่มีความต้องการกู้เงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับตัวเองในวงเงินรายละไม่เกิน 100,000 บาทนั้น
นายฐากร ปิยะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด หรือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยถึงการกำหนดเพดานดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อยหรือไมโครไฟแนนซ์ของกระทรวงการคลังที่ระดับ 3% ต่อเดือนหรือ 36% ต่อปีว่า ขณะนี้ธนาคารได้ส่งทีมงานเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ในเงื่อนไขต่างๆ ที่กระทรวงการคลังอนุญาตให้เอกชนดำเนินการ
ที่ผ่านมาธนาคารทำธุรกิจภายใต้พ.ร.บ.บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลอยู่แล้ว และมีการทำตลาดรากหญ้า ผ่านบริษัทศรีสวัสดิ์ ที่ให้สินเชื่อตลาดสดในบางพื้นที่ ดอกเบี้ยที่คิดมีตั้งแต่ 10-28% แต่เป็นการทำตลาดเฉพาะจุด ซึ่งการเข้าทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ต้องศึกษากฎระเบียบเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงวิธีการดำเนินธุรกิจการบริหารความเสี่ยง เพราะมีรูปแบบที่แตกต่างจากธุรกิจปัจจุบันค่อนข้างมาก และหากตัดสินใจทำจะทำผ่านบริษัทลูก หรือสาขาธนาคาร
"กระทรวงการคลัง ต้องการให้มีคนลงไปให้บริการลูกค้ารายย่อยจริงๆ แต่ก็ต้องดูความเสี่ยง ถ้าลงไปปล่อยกู้หลักพันบาท ดอกเบี้ยจะคุ้มต้นทุนต่างๆ หรือไม่ เพราะกลุ่มนี้ ไม่ได้มีเงินเดือนผ่านแบงก์ หรือตรวจสอบข้อมูลผ่านเครดิตบูโร และก็สะดวกมาจ่ายหนี้ที่สาขา ดังนั้นรูปแบบธุรกิจต้องต่างกัน ที่ผ่านมาเราทำผ่านศรีสวัสดิ์จริง แต่จำกัดวงอยู่บางตลาดและใช้เวลาค่อยๆ ศึกษา 6-8 เดือน"
ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ธุรกิจบัตรเครดิตของบริษัทเติบโตแล้ว 12-13% เชื่อว่า ทั้งปีจะขยายตัวได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 15% ขณะนี้ยังมีสัญญาณที่ดีอยู่ ซึ่งไตรมาส 4 จะมีความต้องการซื้อกองทุนรวม และการท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น หากปัญหาทางการเมืองไม่รุนแรง เชื่อจะยังเป็นไปตามแผน ในส่วนของคุณภาพหนี้ยอมรับว่าบัตรเครดิตไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนมากนัก โดยยอดการชำระหนี้ยังคงเพิ่มขึ้น เพียงแต่ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการรถคันแรก ทำให้กำลังซื้อลดลง
"ภาพรวมบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามีสินทรัพย์รวม 1.1 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อบุคคลเกือบ 6 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นบัตรเครดิต ขณะที่ฐานบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 6.1 ล้านบัตร มาจากสินเชื่อบุคคล 3 ล้านบัตร ขณะที่การผิดนัดชำระเกิน 90 วันของกลุ่มมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1% เศษ เพิ่มขึ้น 0.30% จากต้นปี"
ส่วนแผนการขยายธุรกิจในปี 2557 อยู่ระหว่างการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ โดยธุรกิจจะเติบโตได้มากกว่า 2 เท่าของจีดีพีที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 4%
สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ...ที่จะมีการปรับระบบคำนวณดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าใหม่ อาจกระทบต่อรายได้ของบริษัทบ้าง เพราะการคำนวนดอกเบี้ยจะคิดตั้งแต่วันที่ชำระไม่ครบ จากเดิมที่ผู้ประกอบการจะคิดจากวันที่รูดซื้อสินค้า ทำให้ระยะเวลาคำนวณดอกเบี้ยสั้นลงกว่าเดิม ซึ่งแต่ละธนาคารจะต้องปรับระบบคอมพิวเตอร์ ให้รองรับการปรับระบบดังกล่าว รวมถึงการหารายได้ช่องทางอื่นเพิ่มเติม โดยคาดหาก พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านสภาฯ จะมีผลบังคับใช้ได้ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.2557 ทั้งนี้ยอดผ่อนชำระของบริษัทมีประมาณ 50%
ด้านนางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิตบริษัท บัตรกรุงไทย หรือ เคทีซี กล่าวว่า พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิตฉบับใหม่ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจบัตรเครดิตแน่นอน บริษัทจึงต้องปรับแผนการทำธุรกิจใหม่ แต่ยังไม่ได้ประเมินว่า จะได้รับผลมากน้อยแค่ไหนซึ่งต้องหารายได้จากส่วนอื่นเข้ามาชดเชยแต่เชื่อว่าจะมีมูลค่าไม่สูงมากนัก ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อคงค้าง 70% เป็นยอดการผ่อนชำระที่เหลือ 30% เป็นการชำระเต็ม
ส่วนปี 2557 บริษัทจะปรับยุทธศาสตร์ด้วยการแยกกลุ่มลูกค้าให้มีความชัดเจน และยกระดับลูกค้าระดับบนมากขึ้น โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ 40,000-200,000 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 15% ของฐานลูกค้าบัตรเครดิตที่มี 1.6 ล้านบัตร โดยฐานลูกค้ากว่า 80% มีรายได้ 15,000-40,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ 200,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปที่มีอยู่ 5% โดยในปีหน้าตั้งเป้าเพิ่มจำนวนบัตรใหม่เป็น 2 ล้านบัตร
สำหรับกลยุทธ์ในโค้งสุดท้ายของปี ได้ทุ่มงบ 50 ล้านบาท เพื่อออกแคมเปญใหม่ กระตุ้นยอดใช้จ่ายเพิ่ม 30% หลังจากในงวด 9 เดือนยอดใช้จ่ายมีอัตราการเติบโตแค่ 5%ซึ่งในปีนี้คาดว่ายอดใช้จ่ายน่าจะอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาทเติบโต 15%จากปีที่ผ่านมา









