เปิดใจ "อรรชกา สีบุญเรือง" ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หนุน 3 กลุ่มเอสเอ็มอี เพิ่มมูลค่าสินค้ารับเออีซี
พันธกิจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม คือ ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาอุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม เพื่อให้มีสมรรถนะและขีดความสามารถในการประกอบการ ที่เป็นเลิศและมีความยั่งยืนสู่สากล
นางอรรชกา สีบุญเรือง ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงนโยบายในการบริหารงานว่า สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการหลังรับตำแหน่งคือการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันอุตสาหกรรมรายสาขา สถาบันเพิ่มผลผลิต เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและแบ่งความรับผิดชอบในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ชัดเจน เพราะผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีขนาดธุรกิจ และประเภทกิจการกว้างมาก ตั้งแต่กลุ่มโอท็อปจนถึงธุรกิจขนาดกลาง ซึ่งมีจำนวนกว่า 2 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจะหารือกับ สสว.เพื่อแบ่งประเภทกิจการที่จะให้การสนับสนุน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน แต่กรมฯ จะไม่ทำเรื่องของนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการจัดทำข้อมูล เพราะว่าเป็นเพียงหน่วยงานปฏิบัติ มีความรับผิดชอบในการดูแลตั้งแต่วิสาหกิจชุมชนระดับ 3 ดาว จนถึงอุตสาหกรรมขนาดกลาง หากมีการแบ่งงานอย่างชัดเจน จะทำให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีรวดเร็วยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ กรมฯ จะเน้นให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3 กลุ่ม ตามที่รัฐบาลมอบหมาย คือ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เช่น โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปครบวงจร (Thailand Food Valley) โครงการอาหารฮาลาล เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใหม่ๆ เชิงพาณิชย์ รวมทั้งพัฒนาโครงการโต๊ะภูมิภาค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก และที่ผ่านมาได้ผลักดันโต๊ะโคราชไปแล้ว ต่อไปจะส่งเสริมโต๊ะเชียงใหม่และโต๊ะภาคใต้ เพื่อผลักดันให้อาหารในภูมิภาคต่างๆ เป็นที่รู้จักทั่วประเทศและในระดับนานาชาติ ซึ่งจะส่งผลให้อาหารไทยขยายตัวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น และยังสร้างงานให้กับท้องถิ่นอีกด้วย รวมทั้งตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นเพื่อดูแลอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรโดยเฉพาะ
2.กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น ประกอบด้วย อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมเครื่องประดับ และ 3.กลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องพัฒนาเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ให้มีเทคโนโลยีการผลิตให้ตรงกับมาตรฐาน และความต้องการของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะหากอุตสาหกรรมสนับสนุนเข้มแข็งจะดึงดูดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาไทยได้อีกมาก
"กรมฯ จะเร่งพัฒนาคลัสเตอร์รายกลุ่มอุตสาหกรรมให้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกิดระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพและลดต้นทุน ขณะนี้พัฒนาไปแล้ว 20 กลุ่มคลัสเตอร์ และจะเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี"
นอกจากนั้น กรมฯ จะผลักดันให้หน่วยงานที่ดูแลเอสเอ็มอีในกระทรวงอุตสาหกรรมทำงานแบบบูรณาการเพื่อลดความซ้ำซ้อน และจะประสานกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความพร้อมด้านงบวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าของสินค้า
สำหรับสิ่งแรกที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การเร่งใช้จ่ายงบประมาณให้ได้ไม่ต่ำกว่า 31% ในไตรมาส 1 ปี 2557 ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกรมฯ ได้รับงบประมาณดำเนินโครงการต่างๆประมาณ 800 ล้านบาท โดยจะพิจารณาว่ามีโครงการใดบ้าง ที่สามารถเร่งเบิกจ่ายงบประมาณได้รวดเร็ว โครงการใดติดปัญหาอีออคชั่นที่ต้องใช้เวลา จะต้องเร่งเบิกจ่ายเงินในโครงการอื่นมาชดเชย รวมทั้งต้องจัดทำราคากลางในโครงการต่างๆ ตามข้อกำหนดของกฎหมายสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ฉบับใหม่
ส่วนการสร้างผู้ประกอบการใหม่นั้น กรมฯ จะจัดทำฐานข้อมูลเอสเอ็มอีที่มาใช้บริการ เพื่อแบ่งแยกเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการรายใหม่และรายเก่า โดยกลุ่มเอสเอ็มอีรายใหม่ที่ขอการสนับสนุน จะอัดฉีดงบประมาณช่วยเหลืออย่างเต็มที่
"เอสเอ็มอี ที่เคยได้รับการสนับสนุนไปแล้วและขอการสนับสนุนเพิ่มเติม จะลดวงเงินการสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายใหม่ได้มีจำนวนมากขึ้น ส่วนเอสเอ็มอีรายเก่าที่พอจะมีความเข้มแข็ง ก็ควรช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น"









