จับตาผลประชุม FOMC วันที่ 17-18 ก.ย.56
นักเศรษฐศาสตร์บางคนมองว่าเฟดใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาขยายตัวได้ในระดับปานกลาง (DBS Group Research คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโต 1.4% ในปีนี้และ 2.1% ในปี 57) และราคาสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงหุ้นได้ปรับขึ้นมามาก ดังนั้นจึงควรจะทยอยชะลอมาตรการกระตุ้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้เฟดเริ่มออก QE1 เมื่อปลายปี 51 ในวงเงิน 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วตามมาด้วย QE2 ในเดือนพ.ย.53 มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นในเดือนก.ย. 54 ได้ออก Operation Twist มูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อกระตุ้นต่อ และเมื่อเดือนก.ย.55 ได้ประกาศออก QE3 วงเงิน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ซึ่งการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในช่วงเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา กระตุ้นให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นมาจากระดับต่ำสุด 6,440 จุดในต้นปี 52 ขึ้นไปสูงสุดที่ 15,658 ในเดือนพ.ค.56 หรือบวกขึ้นถึง 143% ในระยะเวลา 4 ปีเศษ
คาดว่าถ้าลด QE3 ก็จะเริ่มจากไม่มากไปก่อน เราประเมินว่าถ้าเฟดเริ่มลด QE3 ตั้งแต่ก.ย.-ต.ค.56 ก็จะลดในขนาดที่ไม่มาก คือประมาณ 1+/- หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ทั้งนี้เพราะเห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐยังคงต้องใช้มาตรการผ่อนคลายประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราการว่างงานยังคงสูง แม้ว่าในเดือนก.ค.56 จะลดลงเป็น 7.3% แต่ก็สูงกว่าเป้าหมาย 6.5% อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐต้องรักษาวินัยทางการคลังด้วยการลดค่าใช้จ่ายลง ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องอาศัยการใช้จ่ายของภาคธุรกิจและผู้บริโภคเข้ามาช่วยหนุนการเติบโตมากขึ้น
เชื่อว่าในที่สุดสภาคองเกรสจะขยายเพดานการก่อหนี้ให้กับรัฐบาลสหรัฐ ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐจะเสนอสภาคองเกรสพิจารณาขยายเพดานการก่อหนี้อีกรอบ หลังจากเมื่อเดือนส.ค.54 สภาคองเกรสสหรัฐได้มีมติเห็นชอบให้ขยายเพดานการก่อหนี้อีก 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (จาก 14.3 เป็นไม่เกิน 16.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปแล้ว โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลสหรัฐจะต้องลดยอดขาดดุลงบประมาณลงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตาม ในกลางเดือนต.ค.56 รัฐบาลสหรัฐจะต้องเผชิญกับภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจนแตะเพดานดังกล่าว และหากไม่มีการขยายเพดานออกไปก็มีความเสี่ยงว่าจะผิดนัดชำระหนี้ได้ ซึ่งเราเชื่อว่าสภาคองเกรสจะอนุมัติให้ขยายเพดานหนี้ได้ในที่สุด แต่จะมีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมหรือไม่นั้นต้องติดตามกันต่อไป
กลยุทธ์การลงทุน ประเมินว่าตลาดน่าจะสะท้อนเรื่องการชะลอ QE3 ไปมากแล้ว และเมื่อออกมาจริงอย่างที่คาดก็ไม่น่าจะกระทบมากถ้าไม่มีปัจจัยลบอื่นที่มีนัยสำคัญเข้ามาเพิ่ม แม้จะมีการแกว่งจาก Sell on Fact บ้างก็ตาม เราแนะนำให้เลือกซื้อ/ถือลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มว่ากำไรสุทธิจะขยายตัวแข็งแกร่งใน 1-2 ปีข้าง งบดุลแข็งแรง และยังมี Valuation ต่ำ ซึ่งหุ้น Top Picks ของเดือนก.ย.56 ของเรา คือ AOT, JAS, INTUCH, KBANK, KTB, MINT และ THCOM สำหรับวิเคราะห์ทางเทคนิค การลงทุนรอบสั้นให้ Follow ซื้อหรือถือหุ้นต่อเมื่อ SET สามารถยืนเหนือ 1380 จุดได้ ต่ำกว่าควรลดพอร์ตตามหรือ Cut Loss









