ผลสำรวจต่างชาติชูไทยเอื้อการลงทุน แต่...ไม่เชื่อมั่น "เสถียรภาพการเมือง-นโยบายรัฐ"
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและบริษัทไบรอัน เคฟ (ประเทศไทย) จำกัด รายงานผลการศึกษาภายใต้โครงการศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย ประจำปี 2556 มีประเด็นน่าสนใจดังนี้]
การสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย สำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบริษัทต่างชาติ จำนวน 500 บริษัท
ภาพรวมการลงทุนจากต่างประเทศในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี เท่ากับ 12.95%
การลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา มีการเติบโตที่เป็นบวกมาตั้งแต่ปี 2553 และคาดการณ์ว่าจะยังคงมีแนวโน้มที่เป็นไปในทางบวกต่อไปในปี 2556-2557 เนื่องจาก 1. ภาวะเศรษฐกิจของหลายประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย มีการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป 2. การขยายตัวของการลงทุนจากประเทศจีน ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่เข้ามาลงทุนในไทย 3 การฟื้นตัวของไทยจากน้ำท่วม และ 4. การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนในปี 2558
ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุด คือ ญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงสุดจากช่วง 2548-2555 คิดเป็น 23% อาเซียน 17% สหภาพยุโรป 13% และ จีน 8% โดยจีนขึ้นมาแซงหน้าหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐที่มีสัดส่วนการลงทุน 7%
สำหรับแผนการลงทุนของต่างชาติในปี 2556-2557 พบว่านักลงทุนต่างชาติ 97.40% มีแผนที่จะรักษาระดับการลงทุนหรือขยายการลงทุนในไทย ในปี 2556-2557 มีเพียง 2.6% ที่มีแผนจะลดระดับการลงทุน และไม่มีนักลงทุนที่มีแผนจะถอนการลงทุน
ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีการตัดสินใจรักษาระดับการลงทุนในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ กระดาษและพลาสติก และธุรกิจเกษตรกรรมและผลิตผลจากเกษตรกรรม
นักลงทุนต่างชาติที่รักษาระดับการลงทุนในสัดส่วนมากที่สุด คือ นักลงทุนสวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ และฮ่องกง ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่น จีน สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้ เป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีแผนการขยายตัวการลงทุนในสัดส่วนที่สูง
จากการสำรวจยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการขยายหรือรักษาระดับการลงทุนในไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานโดยรวมมีเพียง 66.48% มีซัพพลายเออร์เพียงพอ 54.83% มีวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพียงพอ 54.32% สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนการกระตุ้นให้ลงทุนในประเทศไทย 50.92% และความต้องการของตลาดในประเทศสูง 41.48%
นอกจากนี้ จากการสำรวจนักลงทุนต่างประเทศไทยในไทย พบว่า 13.6% มีแผนจะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียน โดยประเทศที่ต้องการไปลงทุนมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย รองลงมา คือ เวียดนาม พม่า มาเลเซียและจีน
ความเชื่อมั่นดีขึ้น
จากการสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยรวมคาดการณ์ว่าในปี 2556 รายได้รวม รายได้จากตลาดในประเทศ รายได้จากตลาดต่างประเทศ รวมถึงกำไรของบริษัท จะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาระหนี้สินและเงินลงทุนจะอยู่ในระดับเดียวกับของเดิม
ทั้งนี้ ในปี 2557 นักลงทุนต่างชาติคาดว่า รายได้รวม รายได้จากตลาดภายในประเทศ รายได้จากตลาดต่างประเทศ รวมถึงกำไรของบริษัท จะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาระหนี้สิน และเงินลงทุนจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับของเดิม
ปัจจัยเอื้ออำนวยการลงทุน
ปัจจัยที่เอื้อการลงทุนในประเทศไทยและต่างประเทศ ปี 2556 นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าปัจจัยการลงทุนในปี 2556 มีความเออำนวยปานกลางถึงเอื้ออำนวย โดยซัพพลายเออร์ที่หาได้ และวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนที่สามารถหาได้ เป็นปัจจัยที่เออำนวยมากที่สุดของไทย
นักลงทุนต่างชาติยังเห็นว่าปัจจัยการลงทุนในไทยปี 2557 มีความเออำนวย โดยซัพพลายเออร์ที่สามารถหาได้ ยังคงเป็นปัจจัยการลงทุนที่เอื้ออำนวยมากที่สุดของไทย
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2556 และ 2557 นักลงทุนต่างชาติคาดการณ์ว่าในปี 2557 ปัจจัยการลงทุนต่างๆ ของไทยในทุกปัจจัยจะมีความเอื้ออำนวยเพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2556
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบประเทศในอาเซียน ประเทศไทยเอื้ออำนวยการลงทุนเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ ขณะที่รองลงมาได้ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว พม่า และกัมพูชา
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นนอกภูมิภาคอาเซียน ไทยยังเป็นรองญี่ปุ่น แต่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับจีน และอยู่สูงกว่าอินเดีย
คอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่
เมื่อความถึงความพึงพอใจต่อนโยบายของรัฐบาล ในปี 2556 นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันคอร์รัปชันและมาตรการปรับปรุงระบบภาษีศุลกากร เป็นอันดับต้นๆ ของมาตรการรัฐบาลและสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
สำหรับความพึงพอใจต่อการให้บริการของบีโอไอ ปรากฏว่านักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่พึงพอใจกับสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ โดยในปี 2556 นักลงทุนต่างชาติมีความพึงพอใจมากกว่าปี 2555
ไม่เชื่อมั่นเสถียรภาพ-บริหารจัดการน้ำ
นอกจากนี้ ทีมวิจัยได้สัมภาษณ์เชิงลึกนักลงทุนต่างชาติ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
1. การเข้าสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นักลงทุนเห็นว่าภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับในการเข้าสู่เออีซีที่เหมาะสมหรือเพียงพอ ทั้งเนื้อหาที่ยังไม่ลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจอย่างแท้จริง ภาคเอกชนจึงจำเป็นต้องแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
2. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาล มีเพียงเล็กน้อยที่ตอบว่ามีความเห็นเป็นกลางหรือเชื่อมั่นในรัฐบาลปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มุมมองด้านเสถียรภาพของรัฐบาล ไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจการลงทุนในประเทศไทย
3. นักลงทุนที่ต้องพึ่งพาแรงงานทักษะต่ำ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายค่าแรง 300 บาท แต่มิได้กระทบต่อต้นทุนการผลิตรวม และนักลงทุนที่ใช้แรงงานมีฝีมือไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากต้นทุนค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว
4. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มีความเชื่อมั่นในมาตรการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ แม้มีบางกลุ่มที่มีความเห็นเป็นกลาง โดยบริษัทส่วนใหญ่มีการวางแนวทางป้องกันของตนเองมากกว่า









