วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.ประเมินเฟดลดคิวอี กระทบศก.ไทยน้อย

ธปท.มั่นใจพื้นฐานศก.ไทยแกร่ง ไม่ซ้ำรอยวิกฤติต้มยำกุ้งในปี"40 เชื่อแม้เงินนอกทะลักออกภูมิภาคเอเชียจากเฟดลดคิวอี แต่ไทยได้รับผลกระทบไม่มาก

สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ "แตกกระเจิง" ออกจากภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่ถูกจัดในกลุ่ม "ตลาดเกิดใหม่" ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลงอย่างฮวบฮาบ นำโดย "เงินรูปี" ของ "อินเดีย" ที่อ่อนค่าลงไปกว่า 16.3% เมื่อนับจากช่วงต้นปี ตามด้วย "เงินรูเปี๊ยะห์" ของ "อินโดนีเซีย" ซึ่งอ่อนค่าลง 13.7%

ขณะที่ "เงินบาท" ของ "ไทย" ก็อ่อนค่าลงเช่นกัน ในระดับ 5.5% สวนทางกลับช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ที่ปรับแข็งค่าอย่างรวดเร็วราว 4%

การอ่อนค่าลงอย่าง"รวดเร็ว" และ "รุนแรง" ของค่าเงินสกุลต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย เป็นผลจากการที่ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ "เฟด" ส่งสัญญาณว่า จะลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี3) ลง จากปัจจุบันที่เฟดเข้าซื้อตราสารหนี้ในวงเงินเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) อีก 4 หมื่นล้านดอลลาร์

ขณะนี้ ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกกำลังรอคอยการประชุมของเฟดในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ แม้ว่าบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่าเฟดน่าจะปรับลดคิวอีลงระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่ก็เป็นเรื่องที่ยังคาดเดาได้ยาก เพราะตัวเลขสำคัญที่เฟดใช้กำหนดนโยบายคืออัตราว่างงานที่ระดับ 6.5% ขณะที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 7.4%

สำนักวิจัยเศรษฐกิจในต่างประเทศ พากันมองว่า บรรดา "ตลาดเกิดใหม่" โดยเฉพาะประเทศ “กลุ่มเอเชีย” กำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤติการณ์การไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย จนนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน

กรณีของไทย ได้เกิดความกังวลว่าอาจเป็น"หนังม้วนเดียวกัน" กับ“วิกฤติต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 และกำลังตกเป็นเป้าสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ ที่พร้อมจะขนเงินลงทุนที่เหลือกลับออกไปได้ทุกเวลา

คำถาม คือ เศรษฐกิจไทยในเวลานี้ มีความเสี่ยงใดบ้าง ที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นจนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจเหมือนเมื่อปี 2540

ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) บอกว่าความผันผวนที่มีต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินของไทยในระยะสั้นอาจมีบ้างจากมาตรการเฟด แต่ไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัส ที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติถึงกับสูญเสียความเชื่อมั่น เพราะโดยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยแล้ว ยังเป็นระดับที่นักลงทุนต่างชาติให้ความมั่นใจอยู่

ไพบูลย์ชี้ให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในเวลานี้เปรียบเหมือน “หนังคนละม้วน” เมื่อเทียบกับครั้งวิกฤติปี 2540 เพราะขณะนั้นเอกชนมีหนี้สินเยอะมาก ระดับหนี้ต่อทุน(D/E) สูงหลายเท่าตัว อีกทั้งภาคธุรกิจยังมีหนี้ต่างประเทศที่สูงโดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จนส่งผลกระทบต่อพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้นภาคเอกชนไทย ได้เรียนรู้บทเรียนจากวิกฤติเป็นอย่างดี และมีการปรับตัวที่ดีขึ้นตามไปด้วย สะท้อนผ่านระดับ D/E ที่ปัจจุบันอยู่ระดับต่ำมาก รวมทั้งยังมีระบบบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอย่างดี ไม่มีความเสี่ยงเรื่องความไม่สมดุล(MISMATCH) ของค่าเงิน ทำให้ภาคธุรกิจมีภูมิต้านทานรองรับความผันผวนได้มากขึ้น

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือ นโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล ของแบงก์ชาติ ของกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานอื่นๆ หากนักลงทุนเห็นว่า เราเดินไปยังทิศทางที่ถูกต้อง ช่วยดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว เขาก็คงไม่เป็นกังวล กับการหดตัวทางเศรษฐกิจระยะสั้นมากนัก นอกจากนี้ตัวแปรต่างๆ ที่เขาดูกัน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ต่างประเทศที่ต่ำ ระดับเงินสำรองระหว่างประเทศที่สูง ดุลการค้า ดุลชำระเงิน หรือดุลบัญชีเดินสะพัดต่างๆ ของเราก็ยังอยู่ในระดับมั่นคง จึงคิดว่าต่างชาติยังให้ความเชื่อมั่นเราอยู่

อย่างไรก็ตาม ไพบูลย์ ยอมรับว่า แม้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะแตกต่างจากเมื่อปี 2540 แต่เราก็ไม่ควรประมาท ควรต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อใดที่แผลทางเศรษฐกิจเริ่มเปิด นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองเห็นจุดอ่อน ตรงนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามออกไปได้เรื่อยๆ เช่นกัน

หากดูตัวเลขที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มติดตามดูในเวลานี้ คือ “หนี้สินภาคครัวเรือน” และ “หนี้สาธารณะ” ของภาครัฐ โดยในส่วนของหนี้ครัวเรือนนั้น ต้องยอมรับว่าระดับหนี้ของเราเพิ่มสูงขึ้น เขาจึงห่วงว่า ถ้าในที่สุดแล้ว เกิดปัญหาขึ้น กลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ขึ้นมาจะกระทบต่อระบบสถาบันการเงินมากน้อยแค่ไหน

"เรื่องนี้ที่ผ่านมาเรามีการทำ STRESS TEST(แผนทดสอบภาวะวิกฤติ) ในระบบสถาบันการเงินเช่นกัน โดยดูว่าถ้าเกิดเศรษฐกิจชะลอ เอ็นพีแอลสูงขึ้น เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) ของแบงก์จะแข็งแกร่งรองรับได้หรือไม่ ก็ปรากฏว่าตัวเลขที่ออกมาไม่ได้น่าห่วงอะไร ผล STRESS TEST ดูแล้วแบงก์ยังมีความแข็งแกร่งรองรับได้ดีพอสมควร"

ส่วนหนี้สาธารณะของภาครัฐ ไพบูลย์ มองว่า ถ้าเป็นการใช้จ่ายในโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รัฐบาลเองก็ต้องหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายในด้านอื่นที่ไม่จำเป็นลง แต่หากเป็นการลงทุนที่หวังผลระยะยาว และทำให้ระดับหนี้เพิ่มสูงขึ้น ภาครัฐก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงให้นักลงทุนมั่นใจว่า จะสามารถบริหารจัดการหนี้เหล่านี้ได้ รวมทั้งต้องดูแลไม่ให้หนี้ที่อยู่นอกบัญชีโปร่งด้วย

สำหรับ “ดุลบัญชีเดินสะพัด” แม้ปัจจุบัน ประเทศไทยจะมียอดขาดดุลฯ ต่อเนื่องติดกัน 4 เดือน แต่โดยภาพรวมแล้วไม่ได้มีปัญหา เพราะการขาดดุลส่วนใหญ่เป็นผลจากการนำเข้า “ทองคำ” ซึ่งโดยปกติแล้ว ช่วงที่ราคาทองคำตลาดโลกปรับลดลงมากๆ นักลงทุนไทยมักเป็นผู้ซื้อ แต่หากราคาทองคำปรับขึ้นนักลงทุนไทยก็มักจะเป็นผู้ขาย ดังนั้นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้มาจากพื้นฐาน เช่นในกรณีที่ เราขายสินค้าได้น้อยกว่าที่นำเข้ามา

"ไม่ได้ต้องการจะบอกว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดถ้าหักทองคำซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างมากออกไปแล้ว จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะเวลาที่เขาดูตัวเลขเขาก็ดูรวมหมด เพียงแต่อยากจะบอกให้ดูรายละเอียดนิดหนึ่ง เพื่อดูพลวัตรว่าเราถูกปัจจัยตัวไหนเป็นตัวกำหนดที่สำคัญ"

ส่วนการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่ผ่านมานั้น ไพบูลย์ เชื่อว่าระดับของการไหลออกไม่ได้สูงเกินกว่าเหตุ เพราะต้องยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ก็มีเงินไหลเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ปรับขึ้นค่อนข้างเร็ว ดังนั้นเมื่อเฟดส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของประเทศเขาดีขึ้น นักลงทุนที่เคยมาลงทุนในประเทศเราก่อนหน้านี้ เขาก็อาจกลับออกไปบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดา

อย่างไรก็ตาม ไพบูลย์เชื่อว่า ในวันที่เฟดตัดสินใจลดขนาดของมาตรการคิวอีลงจริง ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยคงไม่ได้มากแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะตลาดตอบสนองต่อข่าวนี้ไปบ้างแล้ว ยกเว้นแต่ว่า เฟด จะมีเซอร์ไพร์สว่า ยังไม่มีการลด หรือส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ลดมาตรการคิวอีลงในเร็วๆ นี้ ซึ่งผลที่มีต่อตลาดคงเป็นในทิศทางตรงกันข้าม ถึงตอนนั้นก็คงมีเงินไหลกลับเข้าประเทศไทยอีกรอบก็เป็นได้

"ถ้าเฟดลดการกระตุ้นตามที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ คำกล่าวที่ว่า “BUY ON THE RUMER,SELL ON THE FACT” หรือ “ซื้อตอนที่มีข่าวลือ และ ขายตอนที่ข่าวจริงออก” ปรากฏการณ์เหล่านี้ยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ"ไพบูลย์กล่าว