ธุรกิจประกันภัยจ่อคิวควบรวมรองรับเออีซี ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ 10 ราย มีแนวโน้มครองส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 90% ในอีก 10 ปี ข้างหน้า
นายกี่เดช อนันต์ศิริประภา ที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันภัยทางทะเล สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า บริษัทประกันวินาศภัยไทย มีแนวโน้มควบรวมกิจการกันมากขึ้น จากปัจจุบันมี 62 บริษัท เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี
แนวโน้มการควบรวมของธุรกิจประกันภัยไทยนับจากนี้จะมีมากขึ้น เนื่องจากบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ 10 แห่งในขณะนี้ มีส่วนแบ่งทางตลาดสูงถึง 70% ของระบบ เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจประกันภัยขนาดใหญ่ทั้ง 10 แห่งมีส่วนแบ่งทางตลาดเพียงแค่ 30% เท่านั้น เชื่อว่า อีก 10 ปีข้างหน้า 10 บริษัท จะครองส่วนแบ่งทางตลาดถึง 80-90%
"ในมุมมองของสมาคม มองว่าเป็นเรื่องปกติที่บริษัทประกันภัยขนาดเล็กจะต้องถูกควบรวมมากขึ้น และเมื่อพิจารณาจำนวนบริษัทประกันใน ปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทประกันภัยประมาณ 62 แห่ง ซึ่งถือว่ามีจำนวนที่มากเกินไป ประกอบกับการเข้าสู่เออีซี ถ้าบริษัทเล็กๆ เหล่านี้ไม่พัฒนาให้มีความแกร่งมากพอ ก็จะอยู่ยากมากขึ้น"
แนวโน้มการปรับลดลงของจำนวนบริษัทประกันภัยในอนาคต เชื่อว่า ไม่ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนภายในประเทศปรับตัวลดลง เนื่องจาก ธุรกิจประกันภัยต่างๆ จะมีการเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าขนาดเบี้ยประกันไทยในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ล้านบาท เชื่อว่า มูลค่าดังกล่าวจะมีการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป ดังนั้น นับจากนี้ไปธุรกิจประกันภัยดังกล่าวจะมีการเพิ่มฐานเงินทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งต่อเนื่อง โอกาสที่เม็ดเงินลงทุนของธุรกิจประกันภัยภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่มีอยู่มาก แม้แนวโน้มธุรกิจประกันภัยในอนาคตจะเหลือน้อยลงจากการถูกการควบรวม
ส่วนโอกาสการเติบโตของธุรกิจประกันภัยนับจากนี้ มองว่ายังคงเติบโตต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจไทย แม้ช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับดีอยู่ โดยเฉพาะโครงการ 2 ล้านล้านบาท หากได้รับการอนุมัติ ก็เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้น ภาคธุรกิจประกันภัยก็จะเติบโตตามไปด้วย
ก่อนหน้านี้ นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและประธาน คณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมีแผนจะควบรวม และซื้อกิจการบริษัทประกันวินาศภัยอื่น เพราะมีโอกาสจากการที่บริษัทประกันภัย จำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากค่าสินไหม ทดแทนน้ำท่วมใหญ่ และจำเป็นต้องเพิ่มทุน เพื่อให้เงินกองทุนครบตามเกณฑ์ ที่สำนักงานคปภ.กำหนด แต่ไม่สามารถเพิ่มทุนได้ ทั้งนี้การควบรวมหรือซื้อกิจการ ต้องจากความคุ้มหรือไม่คุ้มเป็นหลัก และธุรกิจของบริษัทนั้นๆ เป็นอะไร ช่องทางที่ได้งานมาจากไหน
ส่วนรูปแบบ อาจจะได้ทั้งควบรวมกิจการ หรือเข้าไปถือหุ้นในบริษัทนั้นๆ ขึ้นอยู่กับปัญหาของบริษัทนั้นๆ เป็นแบบไหนเป็นไปได้ทั้ง 2 แนวทาง โดยผู้ถือหุ้นหลักๆ อาจต้องการเพิ่มทุนอยู่ แต่ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยอาจจะไม่ยอม หรืออาจจะมีปัญหาเงินทุนหมุนเวียนมีไม่พอให้กรุงเทพประกันภัยเข้าไปช่วย ได้ประโยชน์ทั้งมีเม็ดเงินใหม่หมุนเวียน และช่วยบริหารงาน ช่วยวิเคราะห์ธุรกิจที่มีอยู่ ปีนี้การเปลี่ยนมือเจ้าของบริษัทประกันภัย หรือผู้ร่วมทุนรายใหม่มีโอกาสมาก โดยเฉพาะบริษัทท้องถิ่น
ทั้งนี้ บริษัทต่างประเทศ เวลาจะเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทไทย จะเริ่มต้นจากการร่วมทุนก่อน พอมีปัญหาต้องเพิ่มทุนถ้าคนไทยเพิ่มทุนไม่ได้ ก็จะฮุบกิจการ ดังนั้นถ้าบริษัทไทยที่มีปัญหาฐานะการเงิน เมื่อเพิ่มทุนไม่ได้ต้องรวมกับบริษัทอื่น









