โบรกเกอร์แนะลงทุนหุ้นพาณิชย์ สื่อสาร และบันเทิง เหตุมองเป็นหุ้นรับอานิสงส์ครม.อนุมัติภาษีบุคคลธรรมใหม่ ที่จะทำให้คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ฝ่ายวิจัยบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่ากรณีที่ ครม.อนุมัติอัตราภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ มีผลตั้งแต่เงินได้ปี 56 เป็นต้นไป จะส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่ม ที่อิงกับการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ เช่น พาณิชย์, สื่อสาร,บันเทิง เป็นต้น
เนื่องจากรายได้สุทธิหลังหักภาษีที่เพิ่มขึ้นของประชาชนส่วนหนึ่งจะถูกนำมาจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยจะเริ่มเห็นผลดีตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป โดยปกติพนักงานในภาคเอกชนจะมีการวางแผนภาษีไว้ล่วงหน้า ทำให้การหักภาษี ณ ที่จ่ายจะน้อยลง รายได้สุทธิต่อเดือนบนฐานเงินเดือนเดิมจะสูงขึ้น
ทั้งนี้ ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพาณิชย์และบันเทิงเท่ากับตลาด (Neutral) หุ้นเด่น คือ BIGC, HMPRO, MAJOR และให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด (Overweight) ในกลุ่มสื่อสาร เนื่องจากมีปัจจัยกระตุ้นจาก 3G ใหม่และการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ Smart Phone และ Tablet หุ้นเด่น คือ ADVANC, INTUCH, CSL, JAS
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.บัวหลวงระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/2556 ของบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR น่าจะอยู่ที่ 350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จากงวดเดียวกันปีก่อน โดยกำไรหลักที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาจากรายได้ตั๋วหนัง รายได้อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงรายได้โฆษณาในโรงภาพยนตร์ที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม รายได้ของธุรกิจอื่นที่มีแนวโน้มลดลงได้แก่ รายได้โบว์ลิ่ง รายได้พื้นที่เช่า และรายได้ธุรกิจจัดจำหน่ายดีวีดี
ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ตั๋วหนัง และรายได้อาหารและเครื่องดื่มจะเติบโต 60% จากงวดเดียวกันก่อน จากกลยุทธ์การขายรูปแบบใหม่ ส่วนรายได้โฆษณาในโรงภาพยนตร์มีแนวโน้มเติบโต 20% ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากการเข้าฉายของภาพยนตร์เรื่องพี่มากพระโขนง
ขณะเดียวกัน บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2556 จำนวน 730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากงวดเดียวกันปีก่อน ซึ่งฝ่ายเคราะห์ บล.บัวหลวง ประเมินว่าบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภครอบนี้
ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า แนวโน้มกำไรในไตรมาส 3/2556 ของบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จะเติบโตแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนซึ่งมีฐานกำไรที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการแย่งลูกค้ากันเองกับสาขา และความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอีกครั้งในปีที่ผ่านมา
นอกจากแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง อีกปัจจัยที่หนุนความเชื่อมั่นที่มีต่อหุ้นในระยะสั้นได้แก่ กำไรประมาณ 1.6 พันล้านบาท จากการขายศูนย์การค้าหัวหินมาร์เก็ตวิลเลจให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4/2556 หรือ 1/2557









