จากสถิติในปี 2555 ไทย ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 22.5 ล้านคน ในจำนวนนี้มีชาวจีนราว 2.78 ล้านคน เพิ่มขึ้น 62.5%
หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 12.51% ครองแชมป์ "สูงสุด" เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศ นั่นหมายความว่า “ในจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 100 คนที่มาเมืองไทย จะมีชาวจีนไม่ต่ำกว่า 12 คน” บ่งบอกถึงการเป็นตลาดที่มี “อิทธิพล” ต่อการท่องเที่ยวจนทำให้ภาคธุรกิจจับตามองเป็นพิเศษ เมื่อเศรษฐกิจจีนมีความเคลื่อนไหวสำคัญๆ
โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจล่าสุดของจีนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าในเดือน เม.ย.-มิ.ย.มีการเติบโตราว 7.5% นับเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้ภาคเอกชนท่องเที่ยวไทยเริ่มหาแนวทางตั้งรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
แม้ว่าตัวเลขการท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งปีแรก จะยังไม่พบสัญญาณชะลอตัว อีกทั้งแนวโน้มการเดินทางออกไปแสวงหาประสบการณ์ท่องเที่ยวของชาวจีนยังไม่หยุดยั้งเพียงแค่จำนวน 80 ล้านคน อย่างที่ซีเอ็นทีเอ (China National Tourism Administration) เคยประเมินตัวเลขไว้เมื่อปี 2555 นอกจากนี้ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน “สี จิ้นผิง” ยังออกมาพูดเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า ในระยะ 5 ปีจากนี้ ชาวจีนมีโอกาสพาเหรดออกนอกประเทศสูงแตะ 400 ล้านคน นับเฉพาะสถิติ 6 เดือนแรกของปีนี้ จีน มาเยือนไทย แล้วกว่า 2.27 ล้านคน เพิ่มขึ้น 95% ใกล้เคียงกับตัวเลขของปี 2555 ทั้งปี
อย่างไรก็ตาม “เกษียร วัฒนเชาว์พิสุทธิ์” นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน เปิดเผยว่า สมาคมฯยังเฝ้าระวังภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว โดยอยู่บนพื้นฐานของการพร้อมรับความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางมาไทยลดลง โดยระดับตัวเลขที่ “รับได้” ในปีนี้อยู่ที่ 3.3-3.5 ล้านคน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า น่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยสูงถึง 4.2 ล้านคน
ททท.ยังกลัดหมุดตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนปีหน้า 2557 ไว้ในตำแหน่งที่สูงขึ้นที่ 5.4 ล้านคน เพิ่ม 14.89% และทำรายได้ 2.25 แสนล้านบาท เพิ่ม 21.62%
“ผมคิดว่า 3.3 ล้านคน เป็นตัวเลขที่กำลังสวยและสอดคล้องกับศักยภาพการรองรับของไทย ถือว่าเติบโตจากปีก่อนซึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนเฉียด 2.8 ล้านคน ไม่จำเป็นต้องเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือน 6 เดือนแรกก็ได้ เนื่องจากเรายังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับไม่พอดี เช่น ขาดแคลนมัคคุเทศก์ ขาดแคลนรถบัส ให้บริการอยู่แล้ว”
ในฐานะตัวแทนของบริษัทนำเที่ยวกว่า 190 แห่งที่ทำตลาดอินบาวด์จีนโดยเฉพาะ เขายังเห็นว่า การประเมินตัวเลขดังกล่าว นอกจากวัดจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่บริษัทนำเที่ยวกำลังเตรียม "ตั้งรับหนัก" ในช่วง 3 เดือนจากนี้ คือ ข้อบังคับใหม่ที่ ซีเอ็นทีเอ เตรียมบังคับใช้กับบริษัทนำเที่ยว โดย “ห้ามขายทัวร์เสริม” หรือ ออพชั่นทัวร์อีกต่อไป ภายใต้กฎหมายควบคุมรายการทัวร์ที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ซึ่งโดยปรกติโปรแกรมทัวร์สำหรับจีนกว่า 70% ในตลาด เป็นการขายราคาต่ำและเสริมด้วยออพชั่นทัวร์ทั้งสิ้น
จึงประเมินว่าในระยะเริ่มแรก อาจเผชิญภาวะชะลอตัว เนื่องจากต้องใช้เวลาปรับทัศนคติของผู้บริโภคในการซื้อโปรแกรมทัวร์แบบเหมารวมทุกอย่าง ซึ่งจะมีราคาแพงขึ้นกว่าเดิม
“กฎหมายใหม่ทำให้ทัวร์ไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีนต้องจ่ายแพงขึ้น เช่น จากเดิม 3,000 หยวน เป็น 4,000-5,000 หยวน แต่กฎหมายไม่ได้มีผลต่อไทยเท่านั้น หากเกิดผลกระทบก็จะสะเทือนถึงคู่แข่งของเราทั้งหมดเช่นกัน เพราะรูปแบบการขายทัวร์ต่างประเทศส่วนใหญ่ก็เจาะตลาดจีนด้วยการขายราคาต่ำและพ่วงออพชั่นเสริมทั้งสิ้น”
ดังนั้น ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ สมาคมฯ จึงเตรียมการจัดเวิร์คชอปอบรมผู้ประกอบการ เรื่องการจัดทัวร์ในรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยจะมุ่งไปที่ “ความพยายาม” ยกระดับรายได้ เพิ่มสัดส่วนตลาดไฮเอนด์ที่มีสัดส่วนราว 10% ให้เพิ่มขึ้นอีก 10% เป็นอย่างต่ำ สอดคล้องกับกลยุทธ์ของประเทศในการกระตุ้นรายได้ท่องเที่ยวให้ถึง 2.2 ล้านบาทในปี 2558 รวมถึงการมองหาลู่ทางในการเพิ่มความน่าสนใจให้กับโปรแกรมทัวร์เป็นการจูงใจตลาด เช่น การร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อเสนอเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกัน
เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่มีแต่ ไทย เท่านั้นที่ชิงจังหวะ “น้ำขึ้นให้รีบตัก” ดักทางตลาดจีนจำนวนมหาศาล เพราะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีการรายงานตัวเลขตลาดจีนเติบโตถ้วนหน้า เริ่มตั้งแต่ “กัมพูชา” ที่ระบุว่าในปี 2555 มีชาวจีนมาเยือน 333,890 คน เพิ่มขึ้น 35% และหากดูตัวเลขเจาะจงที่ 5 เดือนแรกของปีนี้ มีชาวจีนมาแล้ว 202,400 คน ขยายตัวอีกถึง 53% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ภาพรวมนักท่องเที่ยวในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ "กัมพูชา" ต้อนรับชาวต่างชาติแล้ว 1.79 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19% หากดูเฉพาะอัตราการเติบโต “แทบไม่แตกต่าง” กับประเทศไทย ที่ในช่วง ม.ค.-มิ.ย. มีการเติบโตราว 20% แม้ว่าฐานนักท่องเที่ยวจะต่างกันมาก เพราะไทยมีการเดินทางเข้ามาถึง 12.7 ล้านคน
ส่วน “อินโดนีเซีย” ซึ่งมีแม่เหล็กเป็นแหล่งท่องเที่ยวหาดทรายชายทะเลคล้ายคลึงกับไทย และตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 8.6 ล้านคนในปีนี้ ก็ยังรายงานตัวเลขจากตลาดจีนเพิ่มขึ้นราว 13.83% ในเดือน พ.ค. เทียบกับเดือน เม.ย.
ด้าน สรรเสริญ เงารังษี รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า ต้องจับตาทั้งประเด็นเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และการบังคับใช้กฎหมายใหม่ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวจีน ในทางตรงกันข้าม เชื่อว่าข้อดีของการท่องเที่ยวไทยที่อยู่ในระยะกลาง (Medium Haul) เมื่อวัดจากพื้นที่จีนตอนเหนือ และจัดอยู่ในระยะใกล้ (Short Haul) จากพื้นที่จีนตอนใต้ และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ไม่สูงอยู่แล้วเมื่อเทียบกับประเทศระยะไกลอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดยุโรป หากคนเกิดความกังวลต่อการใช้จ่ายมากขึ้น ก็อาจจะลดการเดินทางระยะไกลแล้วหันมาเที่ยวภายในภูมิภาคเอเชียทดแทน กลายเป็น "โอกาสทอง" ของไทยก็เป็นได้









