สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และNBTC Policy Watch จัดสัมมนาหัวข้อ"คิดใหม่การจัดสรรคลื่นทีวีดิจิทัล"เมื่อวันที่16ก.ค.
พ.อ.นที ศุกลรัตน์รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่าการออกแบบหลักเกณฑ์และกติกาการจัดสรรคลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) กสทช. มีการจัดทำหลักเกณฑ์ แบบหลอมรวม หรือคอนเวอร์เจนซ์ทั้งเทคโนโลยีอนาล็อกเดิม และยุคดิจิทัล ภายใต้การออกแบบใบอนุญาต รวม 4 ประเภท คือ โครงข่าย(Multiplex :Mux) ,ช่องรายการ ,สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการประยุกต์
“แนวทางการจัดสรรคลื่นทีวีดิจิทัล ใช้หลักการประนีประนอม โดยต้องไม่ทำให้อนาล็อกเดิม รู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ในทีวีดิจิทัล จะเห็นได้ว่าฟรีทีวี รายเดิมให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการออกอากาศคู่ขนาน ซึ่งมีต้นทุนในการส่งสัญญาณ ขณะเดียวกันได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ เข้าสู่เวทีการประมูลเช่นกัน” พ.อ.นที กล่าว
ภายใต้การจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล เชื่อว่าประชาชนจะได้รับสิ่งที่มีคุณภาพดีขึ้น จากจำนวนช่องรายการที่เพิ่มขึ้น ทั้งประเภทสาธารณะและธุรกิจ โดยกติกาสำคัญหลายด้านกำลังเดินหน้า เช่น ทีวีสาธารณะ ที่ได้ทำโฟกัสกรุ๊ปช่องแรกไปแล้ว คือช่องการสื่อสารรัฐสภากับประชาชน คาดออกใบอนุญาตได้ในเดือน ต.ค.นี้ ขณะที่ ร่างฯประมูลทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจ 24 ช่อง บอร์ด กสทช.จะพิจารณาในวันนี้ (พุธ 17 ก.ค.) คาดว่าการประมูลจะเริ่มในเดือน ต.ค.นี้ และจะได้เห็นช่องทีวีดิจิทัล ธุรกิจออกอากาศ ภายในปีนี้แน่นอน นอกจากนี้ยังกระจายความเป็นเจ้าของทีวีดิจิทัล ประเภทชุมชน ใน 40 พื้นที่ รวม 480 ช่อง ทั่วประเทศ
พ.อ.นที กล่าวอีกว่าแนวทางการปรับลดสัดส่วนผังรายการข่าวและสาระ จาก 75% เหลือง 50% เนื่องจากช่องทีวีสาธารณะ 12 ช่องมีการเสนอผังรายการสาระประโยชน์เป็นหลักอยู่แล้ว อีกทั้งต้องการให้ช่องข่าว สามารถประกอบกิจการอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันในยุคนี้ โดย กสทช. ได้ออกเกณฑ์ให้ช่องข่าวต้องจัดผังข่ายและสาระ กระจายในช่วงไพรม์ไทม์ 50% ทั้งนี้ การปรับลดสัดส่วนข่าวและสาระในช่องข่าว ไม่ส่งผลอย่างมีนัย ต่อการประเมินมูลค่าความคลื่นถี่ช่องข่าว และการกำหนดราคาตั้งต้นประมูลช่องช่องข่าวที่กำหนดไว้ราคาช่องละ 220 ล้านบาท
ขณะที่การจัดสรรช่องสาธารณะประเภท 2 หรือทีวีสาธารณะ เพื่อความมั่นคง ที่เปิดโอกาสให้มีการหารายได้อย่างพอเพียง การจัดสรรทีวีสาธารณะรูปแบบดังกล่าว ได้ดำเนินการในต่างประเทศเช่นกัน แต่มีสัดส่วนการโฆษณาต่ำกว่าช่องธุรกิจ โดย กสทช. จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การหารายได้อย่าง “เพียงพอ” ว่าเป็นสัดส่วนเท่าไร ก่อนการจัดสรรทีวีดิจิทัล สาธารณะประเภทนี้
พร้อมกันนี้จะมีการกำกับดูแลราคาโครงข่ายที่เหมาะสมแน่นอน โดยในช่วงแรกจะไม่เข้าไปกำกับราคามากนัก เนื่องจากอาจเป็นอุปสรรคในการลงทุนขยายโครงข่าย ตามประกาศ กสทช.ที่ต้องการให้สัญญาณเข้าถึงครัวเรือนไทยทั่วประเทศภายใน 4 ปี แต่จะเป็นราคาค่าบริการที่สอดคล้องกับต้นทุนจริง
หวั่นต้นทุนประมูลช่องข่าวพุ่ง
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นบีซี กล่าวว่าผู้ประกอบการเอกชนยอมรับได้กับหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัลบนพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียมทุกรูปแบบ โดยก่อนการประมูล “ไม่ต้องการ” ให้ กสทช. ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ ที่ “เซอร์ไพรส์” และส่งผลต่อการประมูลอย่างมีนัยสำคัญออกมาอีก โดยราคาตั้งต้นประมูลช่องข่าวที่ 220 ล้านบาทต่อช่อง ถือว่าสมเหตุสมผล
ทั้งนี้ มติ กสท. ที่ปรับเปลี่ยนสัดส่วนผังรายการข่าวและสาระในช่องข่าว จาก 75% ลดลงเหลือ 50% ถือเป็นการปรับเปลี่ยนที่ส่งผลต่อการประมูลอย่างชัดเจน โดยเป็นการเพิ่มการแข่งขัน จากกลุ่มผู้ประมูลที่ไม่ใช่ช่องข่าว หรือ ผู้ผลิตคอนเทนท์วาไรตี้เข้ามาเพิ่มเติม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ ผู้ที่ต้องการประมูลช่องข่าว จำเป็นต้อง “เพิ่มราคา” ประมูลช่องข่าวขึ้นอีก เพื่อรองรับการแข่งขันจากกลุ่มคอนเทนท์วาไรตี้ ที่สนใจเข้ามาประมูลช่องข่าวเพิ่มขึ้น
“หลักเกณฑ์การแก้สัดส่วนช่องข่าว ถือว่ามีนัยสำคัญ และส่งผลให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีอุปสรรคต่อการเตรียมแผนประมูล โดยต้องการรู้ต้นทุนค่าบริการโครงข่าย และราคาค่าบริการล่วงหน้า 30 วันก่อนการประมูล เพราะถือว่ากระชันชิด และหากราคาค่าเช่าสูง ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถเตรียมเงินทุนได้ทัน” นายอดิศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ต้องการให้ กสทช. ดำเนินการขยายฐานผู้ชมที่ติดตั้ง set top box เพื่อรับชมทีวีดิจิทัล คู่ขนานพร้อมกับการประมูล ที่จะเกิดขึ้นในเดือน ต.ค.นี้ เพราะต้องการให้การออกอากาศ ทีวีดิจิทัลในวันแรก มีฐานผู้ชมทันที รวมทั้งการเข้าถึงฐานผู้ชมในปีแรกให้ได้ 10 ล้านครัวเรือน จำนวน 35 ล้านคน หรือ 50% ตามอัตราการการขยายโครงข่าย
กสท.ลดผังข่าวดันแข่งขันสูง
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่าจากการวิจัยของ CIMB ได้ประเมินรายได้จากโฆษณาธุรกิจสื่อโทรทัศน์ทุกประเภท ทั้งฟรีทีวี อนาล็อก , ทีวีดาวเทียม,เพย์ทีวีทีวี และทีวีดิจิทัล ในปี 2558 จะมีมูลค่า “แสนล้านบาท” และในปี 2562 จะเพิ่มขึ้นเป็น “สองแสนล้านบาท”
ดังนั้นการจัดสรรคลื่นทีวีดิจิทัล จึงเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท กสทช.จึงต้องดำเนินการกระบวนการจัดสรรคลื่นทีวีดิจิทัล ภายใต้การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
ทั้งนี้ แนวทางการปรับหลักเกณฑ์ล่าสุดของช่องข่าวธุรกิจ ที่บอร์ด กสท. มีมติปรับลดผังรายการข่าวและสาระ จาก 75% เหลือ 50% กสท.ควรมีเกณฑ์การศึกษาที่ชัดเจนก่อนปรับลด เนื่องจากเป็นเกณฑ์เดิมที่ใช้ศึกษาราคาตั้งต้น ช่องข่าวที่กำหนดราคา 220 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหาก กสทช. เห็นว่าช่องข่าว จะไม่มีการแข่งขัน ควรปรับลดจำนวนใบอนุญาตที่จะดำเนินการจัดสรร จำนวน 7 ช่อง แต่หากพิจารณาจากความสนใจของเอกชนที่จะเข้าร่วมประมูลช่องข่าวในขณะนี้ ถือว่ามีจำนวนมากกว่าใบอนุญาต ดังนั้นการปรับเปลี่ยนสัดส่วนช่องข่าว จะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เข้าแข่งขันในกลุ่มวาไรตี้ เข้ามาประมูลช่องข่าวมากขึ้น
“การปรับลดสัดส่วนผังรายการข่าวและสาระในช่องข่าว อาจทำให้เกิดการแข่งขันสูงในช่องข่าว โดยมีการตีตั๋วเด็กเข้ามาประมูลช่องข่าว แต่เน้นผังรายการวาไรตี้แทน” ดร.สมเกียรติ กล่าว
นอกจากนี้ กสทช. จะต้องกำหนดค่าเช่าใช้บริการโครงข่ายอย่างชัดเจนก่อนการประมูลทีวีดิจิทัล เนื่องจากบริการโครงข่ายมีเพียง 6 โครงข่าย ที่อาจเข้าข่ายการผูกขาดบริการ จากมีผู้ประกอบการน้อยราย อีกทั้งผู้ประมูลช่องรายการ จำเป็นต้องรู้ราคาค่าเช่าบริการโครงข่าย เพื่อกำหนดแผนการลงทุน
ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีดีอาร์ไอ มีข้อเสนอให้ กสทช. ในการจัดสรรคลื่นความถี่ “ทีวีดิจิทัล”โดยในช่องบริการธุรกิจ ประกอบด้วย 1.กำหนดระยะเวลาโฆษณาช่องทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี ที่ไม่เก็บค่าสมาชิก ให้เท่าเทียมกับ ทีวีดิจิทัล 2.กำหนดจำนวนช่องเอชดี ที่จะประมูลให้ชัดเจน 3. กำหนดระยะเวลาการคลื่นคืนอนาล็อกทุกช่องให้เท่ากัน 4. คงสัดส่วนรายการช่องข่าวเท่าเดิม คือผังรายการข่าวและสาระ 75% 5.แก้ไขประกาศประกาศมัสต์ แคร์รี่ โดยกำหนดแพลตฟอร์มเคเบิลทีวี ต้องนำสัญญาณช่องธุรกิจมาแพร่ภาพ 6. กำกับดูแลอัตราค่าบริการโครงข่าย ให้สอดคล้องกับต้นทุน และเปิดโอกาสให้มีเอกชนรายอื่นๆ ได้สิทธิ








