วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลุ่มปตท.ยันแผน5ปีเน้นลงทุนต่างแดน

กลุ่มปตท.ชี้แผนระยะยาวยังเน้นขยายลงทุนตปท. ควบบริษัทให้เหลือ3ธุรกิจหลัก สร้างรายได้ 4-5 ล้านล้านบาท หวังติดอันดับ 1 ใน 50 ฟอร์จูน ใน 5 ปี

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และประธานกรรมการบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงการปรับแผนการลงทุน 5 ปี ของ ปตท.ว่า บอร์ดปตท.จะมีการพิจารณาเรื่องของการปรับแผนการลงทุนในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะมีการพิจารณาทั้งปัจจัยระยะสั้นระยะกลางและระยะยาวที่จะมีผลต่อการใช้พลังงานและการลงทุนของกลุ่ม ซึ่งถึงแม้ว่าในปีนี้ ปตท.จะมีการปรับลดตัวเลขการลงทุนลง แต่เชื่อว่าภาพรวมของแผน5ปี (2556-2560) ตัวเลขการลงทุนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก

ก่อนหน้านี้ ปตท.แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงการปรับแผนการลงทุนระยะสั้น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปโดยบอร์ดปตท.อนุมัติปรับลดแผนการลงทุนปี 2556 จาก 98,845 ล้านบาทลงเหลือ 52,618 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับแผนการดำเนินงานของการลงทุนในต่างประเทศที่ยังไม่ได้กำหนดโครงการที่ชัดเจน

นายประเสริฐ กล่าวว่า ปตท.คงไม่นำเอาปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในระยะสั้นมาเปลี่ยนแปลงทิศทางการลงทุนในระยะยาว โดยในแนวโน้มระยะยาว ปตท.จำเป็นที่จะต้องออกไปหาแหล่งพลังงานจากนอกประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับองค์กร เนื่องจากแหล่งทรัพยากรทางด้านปิโตรเลียมในประเทศเริ่มจำกัดและลดปริมาณลง ดังนั้น กว่า 50% ของการลงทุนในอนาคตของกลุ่มปตท. จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ และรายได้ของปตท.ในอนาคตมากกว่า 50% ก็จะต้องมาจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ปตท.ต้องมองหาโอกาสที่จะออกไปลงทุน โดยแนวโน้มในระยะยาวที่น่าจับตามองคือในระยะเวลาอีกประมาณ5-10ปีข้างหน้า สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานเป็นอันดับต้นๆของโลก จะกลายเป็นประเทศที่ส่งออกพลังงานเนื่องจากมีการค้นพบแหล่งเชลล์ก๊าซ เชลล์ออยล์ จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นโอกาสที่กลุ่มปตท.จะเข้าไปศึกษาดูความเป็นไปได้ในการลงทุน

นายประเสริฐ กล่าวว่า การรายงานผลการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 500 อันดับ ประจำปี 2013 หรือ ฟอร์จูน โกลบอล 500 ที่ ปตท. ก้าวกระโดดสู่ลำดับสูงขึ้นถึง 14 อันดับ จากอันดับที่ 95 ในปีที่แล้ว มาเป็นอันดับที่ 81 ในปีนี้ นั้นทำให้ ปตท. ตั้งความหวังไว้ว่าจะต้องเข้าไปอยู่1ใน50อันดับ ภายในระยะเวลา 5ปี นี้ ซึ่งหมายถึงว่า กลุ่มปตท.จะต้องมีขนาดรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 4-5 ล้านล้านบาทต่อปี จากปีที่ทีผ่านมาที่มีรายได้เกือบ 3 ล้านล้านบาท และต้องมีการปรับการบริหารจัดการภายในองค์กรให้พร้อมกับการออกไปลงทุนในต่างประเทศ

ทั้งนี้ มองว่าภาพรวมธุรกิจของกลุ่มปตท.ในอนาคต จะมีสามธุรกิจหลัง คือ สำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือ ปตท.สผ. ธุรกิจเคมิคอล คือ พีทีที.โกลบอลเคมิคอล และธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน คือไทยออยล์ ส่วนไออาร์พีซี ซึ่งมองว่า ลักษณะธุรกิจจะเน้นไปในเรื่องของปิโตรเคมี ก็จะมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้การควบรวมกิจการ กับทาง .พีทีที โกลบอล เคมิคอล

สำหรับการลงทุนของ พีทีที.โกลบอลเคมิคอล ในประเทศอาเซียน นั้น มีการจัดลำดับความสำคัญที่จะเน้นการลงทุนไปที่อินโดนีเซีย เป็นอันดับแรก รองลงมาคือมาเลเซีย จีน และพม่า ป็นอันดับสุดท้าย เพราะยังมีความพร้อมเรื่องของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน น้อยที่สุด