บางคนกลัวว่าต่อไปน้ำจะท่วมกรุงเทพมหานคร จึงมีแนวคิดที่จะย้ายเมืองหลวง ผมเพิ่งกลับจากการเยือนกรุงจาการ์ตาที่เขาก็คิดจะย้ายเมืองหลวง ซึ่งผมเคยวิเคราะห์ไว้แต่แรกแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิดมหันต์
ประธานาธิบดี โจโก วีโดโด ได้ประกาศแผนการย้ายเมืองหลวงออกจากกรุงจาการ์ตาอย่างเป็นทางการในปี 2562 หรือเมื่อ 7 ปีก่อนไปยังจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว หรือที่เรียกว่า “กรุงนุซันตารา” (Nusantara) ผมแสดงความไม่เห็นด้วยมาโดยตลอด เพราะอาจเป็นการสร้างปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา
อันที่จริงแนวคิดการย้ายเมืองหลวงมีมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีซูการ์โน ผู้นำคนแรกของประเทศ (ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2488-2510) ยุคเดียวกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่คิดจะย้ายเมืองหลวงไป จ.เพชรบูรณ์ (ก่อนหน้านี้วางแผนจะไป อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี)
ซูการ์โนคิดย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองปาลังการายา (Palangka Raya) บนเกาะบอร์เนียว แต่ติดข้อจำกัดด้านงบประมาณและสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น
สาเหตุหลักของการย้ายเมืองหลวงไปยัง “กรุงนุซันตารา” ก็เพราะวิกฤติแผ่นดินทรุดและน้ำท่วม โดยกรุงจาการ์ตาเผชิญปัญหาแผ่นดินทรุดตัวเฉลี่ย 20 เซนติเมตรต่อปีจากการสูบน้ำบาดาล และคาดว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่อาจจมอยู่ใต้น้ำทะเลภายในปี 2593 หรืออีก 24 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ยังคำนึงถึงการกระจายความเจริญ โดยประสงค์จะลดการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนเกาะชวา ไปสู่ภูมิภาคอื่นของประเทศ
แล้วตอนนี้ “กรุงนุซันตารา” พัฒนาคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว โดยประมาณการว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จในปี 2588 หรืออีก 19 ปีข้างหน้า
โดยในเฟสที่ 1 (ศูนย์กลางการปกครองหลัก KIPP) ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น ทำเนียบประธานาธิบดี (Garuda Palace) อาคารกระทรวงประสานงาน ระบบน้ำ-ไฟ และถนนเชื่อมต่อหลัก เสร็จสิ้นไปแล้วในระดับที่พร้อมใช้งานเชิงสัญลักษณ์ (มีการจัดงานวันชาติและเปิดให้ข้าราชการบางส่วนเข้าอยู่อาศัยแล้ว)
เฟสที่ 2 (เขตระบบราชการส่วนต่อขยาย) เน้นการสร้างอาคารรัฐสภา อาคารศาลฎีกาและที่พักอาศัยข้าราชการเพิ่มเติม ความคืบหน้าเฉพาะกลุ่มอาคารศาลและรัฐสภา (Judicial & Legislative complexes) อยู่ที่ 12.4%-15% ตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานและการย้ายศูนย์กลางทางการเมืองนี้มีความพร้อมสมบูรณ์ภายในปี 2571
ท่านทราบหรือไม่ว่า งบประมาณรวมทั้งหมดของโครงการย้ายเมืองหลวงนี้อยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์ (1.115 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากน้อยเกินจริง
รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินไม่เกิน 20% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 80% หวังระดมทุนจากการเป็นพันธมิตรระหว่างรัฐและเอกชน และการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับเงินจากงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ไปแล้ว: เฟสแรก (ปี 2565-2567) รัฐบาลเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์ ( 158,400 ล้านบาท) ใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานหลัก และทำเนียบประธานาธิบดี อาคารกระทรวง และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และคาดว่าได้เงินจากการร่วมทุนของภาคเอกชนอีกประมาณ 14,440 ล้านดอลลาร์ (475,200 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม นับแต่มีรัฐบาลของประธานาธิบดีท่านใหม่คือ ปราโบโว ซูเบียนโต ก็ได้อนุมัติกรอบงบประมาณภาครัฐเพิ่มเติมเช่นกัน แต่จำนวนเงินอาจน้อยมากเมื่อเทียบกับแต่ก่อน
และในความรู้สึกของประชาชนทั่วไป ซึ่ง 70% อยู่บนเกาะชวาเกาะเดียว ก็คือ เรื่อง “ศักดิ์ศรี” ว่าทำไมต้องย้ายไปในที่ๆ แทบไม่มีใครอยู่มาก่อนเลย แถมย้ายออกไปไกลถึง 1,200 กิโลเมตร ใช้เวลาบนเครื่องบิน 2 ชั่วโมงเศษและต้องเดินทางโดยรถยนต์อีกรวม 4 ชั่วโมง
ในประเทศต่างๆ ก็มีการแยกเมืองหลวงที่เป็นเมืองบริหารออกจากเมืองหลวงทางเศรษฐกิจ เช่น แคนาดา: ออตโตวา - โทรอนโต ไนจีเรีย: อาบูจา - ลากอส บราซิล: บราซิเลีย - เซาเปาโล ปากีสถาน: อิสลามาบัด - การาจี
- ฟิลิปปินส์: เกซอนซิตี้ - มะนิลา
- มาเลเซีย: ปุตราจายา - กัวลาลัมเปอร์
- เมียนมา: เนปยีดอ - ย่างกุ้ง
- สหรัฐอเมริกา: วอชิงตันดีซี - นิวยอร์ก
- ออสเตรเลีย: แคนเบอร์รา - ซิดนีย์
อาจกล่าวได้ว่า เมืองหลวงราชการย้ายได้ แต่เมืองหลวงทางเศรษฐกิจคงย้ายไม่ได้ ยิ่งในกรณีการย้ายกรุงเทพมหานครมีความเป็นไปไม่ได้ 2 ประการก็คือ
1.ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีข้าราชการส่วนกลางอยู่ราว 1.2 ล้านคน หากคูณด้วย 5 (รวมลูกเมียและผู้ที่ไปให้บริการค้าขายด้วย) ก็จะเป็นเมืองขนาด 6 ล้านคน การสร้างเมืองขนาดนี้จึงยากที่จะเป็นไปได้ ในกรณี “กรุงนุซันตารา” ซึ่งเป็นเมืองหลวงใหม่จะย้ายข้าราชการส่วนกลางไปเพียง 4 แสนคน คงเป็นเพราะข้าราชการส่วนใหญ่เป็นส่วนท้องถิ่น
2.กรุงเทพมหานครเป็นเมืองโตเดี่ยว (Primate City) ไม่มีเมืองอื่นที่จะมาทดแทน ชัยภูมิก็อยู่กึ่งกลาง บรรดาเมืองในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคใต้ ก็ไม่อาจเป็นศูนย์กลางของประเทศไทย ทั้งนี้ต่างจากประเทศอื่นที่มีเมืองขนาดใหญ่หลายเมือง เช่น อินโดนีเซีย มีเมืองที่มีประชากรเกินล้านถึง 14 เมือง ฟิลิปปินส์ก็มีเมืองขนาดใหญ่หลายแห่ง
ในด้านน้ำทะเลจะท่วมกรุงเทพมหานครนั้น เป็นการคาดการณ์ (ส่งเดช) แบบพูดความจริงบางส่วน เพราะมีผลการศึกษาระบุชัดว่า
1.ภายในปี 2593 องค์การนาซาคาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 12 นิ้ว หรือ 0.3 เมตรเท่านั้น (https://go.nasa.gov/3Ji8W0C)
2.ภายในปี 2643 น้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3-1.6 เมตรจากปัจจุบัน (https://bit.ly/3F64i3b)
3.ภายในปี 3543 (เกือบพันปีข้างหน้า) ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 4 เมตร (https://bit.ly/2pFEjs3)
ประเทศสิงคโปร์คาดการณ์ว่าน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.32-1.01 เมตรเท่านั้น ณ ปี 2643 (https://bit.ly/3JmJVkI) แสดงว่าในอ่าวไทยและประเทศไทย น้ำทะเลก็คงเพิ่มขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกัน จึงไม่ต้อง “บ้าจี้” ตามพวก “โลกร้อน” จน “ขี้ขึ้นสมอง”
ถ้ารัฐบาลอินโดนีเซียหรือไทย สร้างเขื่อนกันน้ำทะเลและกักเก็บน้ำจืดได้ด้วยก็จะใช้งบประมาณน้อยกว่าการย้ายเมืองหลวง ในขณะนี้มีเมืองริมทะเลที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลและยังอยู่ได้ เพราะสร้างเขื่อนกันไว้ ซึ่งไทยก็อาจเลียนแบบได้เช่นกัน
เมืองเหล่านี้ เช่น Lammefjord (เดนมาร์ก) และ Zuidplaspolder (เนเธอร์แลนด์) อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 7 เมตร Haarlemmermeer ( เนเธอร์แลนด์) 5 เมตร และ Amsterdam (เนเธอร์แลนด์) 2 เมตร เป็นต้น
โดยสรุปแล้วอีกร้อยปีน้ำก็ไม่ท่วม ที่สำคัญ นครหลายแห่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เขาก็ยังอยู่ได้ อยู่ที่การบริหารจัดการ การย้ายเมืองหลวงสร้างปัญหามากกว่าเป็นการแก้ปัญหา อย่าสับสนเด็ดขาด





