"ประสาร"เตือนมาตรการกระตุ้นศก.ระยะสั้น ส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศระยะยาว ระบุมาตรการของรัฐบาลเน้นเพิ่มรายได้-กระตุ้นรายจ่าย ส่งผลไม่ยั่งยืน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเตือนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ว่า ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ในขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณาหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและจีนชะลอตัว
นายประสาร กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง แต่สิ่งที่ต้องการเห็น คือ ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในทุกด้าน แม้ว่าที่ผ่านมา เรามีภูมิคุ้มกันในการผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง แต่ไทยยังมีศักยภาพไม่มากพอในการแข่งกัน
นายประสาร กล่าวว่า ในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง ไทยยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซียค่อนข้างมาก ซึ่งจุดอ่อนสำคัญที่ถ่วงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตภาพแรงงาน รวมถึงการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้วัดศักยภาพของเศรษฐกิจ และเป็นตัวกำหนดความสามารถของเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาว
นายประสาร กล่าวว่า นโยบายการคลังมีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ จึงควรให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป แต่ที่ผ่านมาเราเห็นนโยบายภาครัฐมุ่งเน้นแต่การเพิ่มรายได้ และกระตุ้นรายจ่ายของครัวเรือน
"แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นลักษณะนี้มีข้อจำกัด คือ 1) ไม่ยั่งยืน 2) เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ 3) บิดเบือนกลไกตลาดและไม่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาตัวเอง" นายประสารกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สถานะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทย"ในงานประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคเอเซียน วันนี้ (15 ก.ค.) ที่ กระทรวงการต่างประเทศ
"เหมือนคนที่ถูกอุ้มชู อาจจะได้ความสุขสบาย แต่ขณะเดียวกัน ก็จะอ่อนแอลง เพราะไม่ได้ยืนด้วยกำลังของตัวเอง โดยธรรมชาติ ร่างกายและสติปัญญาของคนจะแข็งแรงขึ้นเมื่อได้ใช้งาน การทำนโยบายแบบอุ้มชูจะทำให้ศักยภาพภาคเอกชนล้าหลังในระยะยาว"
แนะเร่งแก้ขนส่ง-แรงงาน
นายประสารเห็นว่านโยบายภาครัฐที่ดีสำหรับไทยเวลานี้ ควรเน้นที่ด้านอุปทาน (supply) โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งระบบการขนส่งและด้านตลาดแรงงาน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่
ประการแรก คือ การลงทุนพัฒนาระบบขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยยังสูงมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯโดยในปี 2554 มีสัดส่วนสูงถึง 14% ของจีดีพี ขณะที่ต้นทุนของสหรัฐ อยู่ที่ 8% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเกือบเท่าตัว ส่วนหนึ่งเนื่องจากการขนส่งของไทยพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ต้นทุนพลังงานสูงกว่าทางรางมากกว่า 3 เท่า ทำให้ไทยมีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานน้ำมันต่อจีดีพี (oil intensity) สูงถึง 13% ขณะที่สหรัฐ มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานน้ำมันเพียง 5% ต่อจีดีพี ทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนล้าหลังประเทศที่พัฒนาแล้วค่อนข้างมาก
ประการที่สอง คือ การลดข้อจำกัดด้านตลาดแรงงาน 3 ข้อ คือ ข้อแรก ปัญหาความไม่พอดีกันระหว่างความต้องการของผู้ประกอบการ กับ ทักษะและความสามารถของแรงงาน (skill mismatch) ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ภาคธุรกิจยังขาดแคลนแรงงานประเภทช่างที่มีการศึกษาด้านวิชาชีพ ปวช. และ ปวส. อย่างมาก
"แต่เรามีแรงงานระดับปริญญาตรีล้นตลาด เห็นได้จากมีคนหนุ่มสาวเข้าสอบครูเป็นจำนวนมาก"
ข้อสอง ภาคการผลิตยังพึ่งพาแรงงานไร้ทักษะอยู่มาก ส่วนหนึ่งจากค่าจ้างแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้ไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการคิดที่จะปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน หรือปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของตลาดแรงงานในประเทศ
ข้อสาม นโยบายอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร จูงใจให้แรงงานย้ายจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่ภาคเกษตร ทำให้ผลิตภาพของแรงงานโดยรวมของประเทศโตช้าลง
ต้องสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อเอกชน
นายประสาร กล่าวว่า นโยบายภาครัฐประการที่สาม คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ฟังดูเหมือนเป็นนโยบายที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างอ้อมๆ แต่ถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันจากการเปิดประเทศออกไปเผชิญกับคนเก่งของประเทศอื่นๆ อย่างในกรณีของเออีซี การอนุญาตให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในประเทศและแข่งขันกับสินค้าในบ้านเรา จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวที่จะต้องออกไปสร้างโอกาส สร้างความได้เปรียบในต่างประเทศ ตื่นตัวที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ และยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล
ด้านสภาพแวดล้อมทางการเงิน แบงก์ชาติเองก็ดูแลให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากที่สุด และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรู้จักบริหารความเสี่ยงด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน ก็ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น ส่งเสริมให้คนเก่งในประเทศออกไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศ พร้อมกันนี้ก็เป็นการสร้างสมดุลในกับการไหลเวียนของเงินทุนของไทยด้วย
"นโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมภาคเอกชนแต่ไม่อุ้มชู แก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพ จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยแข็งแรงพอที่จะรับมือกับความผันผวนต่างๆ และพร้อมที่จะเปิดรับโอกาสทางธุรกิจได้ในอนาคต"
ชี้ต้องมีเป้าหมายชัด-ไม่เปลี่ยนง่าย
นายประสาร กล่าวว่า แนวนโยบายภาครัฐจะสำเร็จได้ ผู้เนินนโยบายควรมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ 1) มีเป้าหมาย (goal-oriented) ภาครัฐต้องมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดเป้าหมายร่วมของประเทศและแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจน ในเรื่องวิสัยทัศน์ ผมคิดว่าเราพอมีคุณสมบัตินี้อยู่ เรามีการทำแผนแม่บทในทุกระดับ ในระดับประเทศ เรามีแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของสภาพัฒน์ ในขณะที่หน่วยงานย่อยต่างๆ ก็มีแผนงานของตัวเองด้วย เช่น แผนส่งเสริม SMEs แผนพัฒนาระบบการศึกษา แผนพัฒนาโครงสร้างพลังงาน
"แต่เราต้องกำหนดให้แผนย่อยต่างๆ นี้สอดรับกับแผนใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน การออกนโยบายย่อยใดๆ ต้องคำนึงถึงเป้าหมายใหญ่เป็นหลัก ไม่ปล่อยให้เป้าหมายและแผนการพัฒนาของประเทศถูกทอดทิ้งไว้บนหิ้ง"
2) คงเส้นคงวา (policy consistency) ผู้ดำเนินนโยบายควรปฏิบัติตามเป้าหมายหลักของประเทศอย่างต่อเนื่อง และผู้กำหนดนโยบายไม่ควรเปลี่ยนแปลงเป้าหมายและแผนการพัฒนาบ่อยจนขาดความต่อเนื่องตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย สามารถก้าวหน้าได้เร็วในอดีต ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีความต่อเนื่องในการทำนโยบายที่มุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ของประเทศ
3) ตื่นตัว (proactive) ผู้ดำเนินนโยบายควรตื่นตัวในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาเข้ามาถึงตัวก่อนจึงจะเปลี่ยนแปลง และ 4) ร่วมมือ (coordinative) การที่จะพัฒนาประเทศให้สัมฤทธิผลได้นั้น จะทำลำพังเพียงคนเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย
"หากเปรียบประเทศไทยเป็นเสมือนเรือที่แล่นอยู่ในทะเล วันนี้ เรือลำนี้ได้เดินทางมาไกลพอสมควรแต่ยังต้องเดินทางอีกไกลกว่าจะถึงเป้าหมายที่ได้วาดไว้ แต่ขอแค่เรามีสติกลับมาที่เสาหลัก กางใบออกเต็มที่ นำพาเรือลำนี้มุ่งหน้าอย่างมีทิศทาง เมื่อนั้นเราจะไม่อ่อนไหวต่อมรสุมต่างๆ ข้างหน้า และจะสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง"
อยากเห็นประเทศแข็งแกร่ง 4 ด้าน
นายประสาร กล่าวว่า ต้องการเห็นประเทศไทยแข็งแรง 4 ด้าน คือด้านแรก เราต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยเก่ง ไม่ใช่เก่งเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เราต้องการเห็นเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพด้วย เพราะว่าประเทศจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งจริง ต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ผู้ประกอบการต้องมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงมากพอ ที่จะสามารถออกไปแข่งขันในต่างประเทศได้ มีสินค้าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจไม่อ่อนไหวต่อความผันผวน
ด้านภาครัฐ ภาครัฐที่แข็งแรงต้องมีวินัยทางการเงินดี สามารถทำหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพ และลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฮับเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
ด้านสถาบันการเงิน สถาบันการเงินที่แข็งแรงต้องมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ไม่สร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจเหมือนวิกฤติการเงินปี 2540 หรือวิกฤติการเงินหลายๆ ครั้งในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ช่วยส่งเสริมการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจได้ดี
ด้านสุดท้าย เราต้องการเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่มีความแตกต่างด้านรายได้เกินไป ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีสุขภาพดี
ชี้ ศก.ครึ่งปีหลังไม่เลวร้ายอย่างที่วิตก
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่หลายหน่วยงานได้เริ่มปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณน่าเป็นห่วง และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะไม่เลวร้ายอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวล มีเพียงการบริโภคที่ชะลอตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคเก็บออมเพื่อดูสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง
"ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะปัจจัยที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังมีความผันผวนและไม่แน่นอน โดยเฉพาะการประกาศลดและเลิกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ หรือมาตรการคิวอีของสหรัฐ ที่ยังไม่ชัดเจน"
นายเกริก กล่าวว่า กรณีที่สถาบันการเงินดูแลการปล่อยสินเชื่อบ้านหลังที่ 3 เพื่อป้องกันการเก็งกำไรนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สถาบันการเงินดูแลคุณภาพของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดย ธปท. ไม่ได้มีการสั่งการพิเศษแต่อย่างใด









