วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนจ่อออกหุ้นกู้2แสนล.ล็อกดอกเบี้ย

สมาคมตลาดตราสารหนี้ประเมินครึ่งปีหลังเอกชนออกหุ้นกู้ต่อเนื่องประมาณ 2 แสนล้าน หวังล็อกต้นทุนการเงิน รับดอกเบี้ยขาขึ้น

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกตลาดตราสารหนี้ยังโตต่อเนื่อง โดยตลาดแรกมีมูลค่าตราสารหนี้คงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 8.88 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี 2555 อยู่ที่ 8.58 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.4% พบว่าสัดส่วนตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชนโดยเป็นตราสารหนี้ระยะยาว 7.09 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากไตรมาสก่อนหน้าและเพิ่มขึ้น 5 % จากสิ้นปี2555 โดยรัฐวิสาหกิจที่มีการออกตราสารหนี้มากสุดคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หากมองโครงสร้างของตราสารหนี้ในตลาดแรกพบว่าเป็นตราสารหนี้ระยะยาว 65% และตราสารหนี้ระยะสั้น 35% โดยช่วงอายุของตราสารหนี้ 5-10 ปี มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาแต่โครงสร้างโดยรวมยังใกล้เคียงกับในอดีตที่ผ่านมา

"ตราสารหนี้ออกใหม่ที่เป็นตราสารหนี้ระยะยาวช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีการออก 2.91 ล้านล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 29% โดยมีหุ้นกู้ 1.83 แสนล้านบาท ลดลง 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแนวโน้มดอกเบี้ยในตลาดที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงครึ่งหลังของปี จากซัพพลายใหม่ของตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน ที่จะออกมาและการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ น่าจะทำให้เอกชนมีการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น เพื่อล็อกต้นทุนการเงินเอาไว้ คาดครึ่งหลังของปีจะมีการออกหุ้นกู้อีก 1.7-2 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับที่ออกมาในช่วงครึ่งแรกของปีน่าจะทำให้ในปีนี้ มีหุ้นกู้ออกใหม่ทั้งหมดปีนี้ประมาณ 3.7-4 แสนล้านบาท"

นายนิวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนของตลาดรองช่วงครึ่งปีแรกมูลค่าการซื้อขายรวมอยู่ที่ 11.95 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 21% มีการซื้อขายเฉลี่ยของตราสารหนี้ทุกประเภทต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 9.88 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20% โดยพบว่าตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 3.73 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 102% สำหรับอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวลงมาประมาณ 0.15% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ขณะที่อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวนั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.20 - 0.35% ตามการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา

"กลุ่มนักลงทุนหลักในตลาดตราสารหนี้ยังเป็นนักลงทุนสถาบันโดยเฉพาะบริษัทจัดการลงทุนเป็นหลักประมาณ 55% แต่ที่น่าสนใจคือสัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติก็เพิ่มขึ้นเป็น 20% โดยมีการซื้อขายค่อนข้างมากโดยเฉพาะในไตรมาสที่1 ที่ผ่านมา แต่ก็ชะลอลงในไตรมาสที่2"

นายนิวัฒน์ กล่าวเสริมว่า ในช่วงครึ่งปีแรกนักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิตราสารหนี้อายุมากกว่า 1 ปี ประมาณ 1.23 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. นักลงทุนต่างชาติขายตราสารหนี้ระยะสั้นและตราสารหนี้ระยะยาวรวมกันประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับตราสารหนี้เดิมที่ถือครองและหมดอายุไปโดยไม่ได้ทำการลงทุนซ้ำอีก 4.1 หมื่นล้านบาท ทำให้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีเงินทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาท

ส่งผลให้ยอดถือครองของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยลงมาอยู่ที่ระดับ 7.72 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี55 โดยเป็นการถือตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 20% และตราสารหนี้ระยะยาว 80% โดยกว่า 51% ของตราสารหนี้ระยะสั้นนั้นกระจุกตัวในตราสารหนี้อายุไม่เกิน 2 เดือน ดังนั้นถ้าไม่มีการลงทุนใหม่เพิ่มเข้ามาในตราสารหนี้ระยะสั้นในช่วง 2 เดือนข้างหน้าก็จะมีเงินไหลออกได้อีกประมาณ 6.00 หมื่นล้านบาท จากตราสารหนี้ระยะสั้นที่จะทยอยครบอายุในช่วง 2 เดือนนี้ ด้วยเช่นกัน

"ภาพรวมแล้วปัจจัยเรื่องการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี ของสหรัฐ ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีแล้วสหรัฐเริ่มต้นลดมาตรการคิวอี ในช่วงเดือนก.ย.56 อย่างที่ตลาดคาดไว้ ก็อาจจะส่งผลให้มีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ ได้อีก ส่วนเงินไหลออกจะเป็นเท่าไรประเมินยาก แต่เชื่อว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีเพราะตราสารหนี้ส่วนใหญ่ที่ต่างชาติถือในปัจจุบันเป็นตราสารหนี้ระยะยาว และยังมองว่าตลอดทั้งปี56 นี้ เงินทุนต่างชาติยังน่าจะเป็นยอดไหลเข้าสุทธิอยู่ เพราะตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทยก็ยังคงมีความน่าสนใจอยู่เช่นกัน"