วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิเคราะห์ฟันธงกนง.คงดอกเบี้ย2.5%

นักวิเคราะห์ฟันธงกนง.คงดอกเบี้ย ในการประชุม 10 ก.ค. นี้ แม้แนวโน้มศก.ชะลอตัว แต่รอดูความชัดเจนในไตรมาส 2-ปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้าย เฟดลดQE

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและทุนเคลื่อนย้าย จากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เป็นประเด็นสำคัญในการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 10 ก.ค. นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่กนง.จะคงดอกเบี้ย ที่ 2.50%

การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชียในไตรมาส 2 นำโดยเศรษฐกิจจีน ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก และชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 2 ทั้งด้านการบริโภค การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก

แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ย อาจทำได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเฟดได้ประกาศจะลดขนาดคิวอี ซึ่งการลดดอกเบี้ยจะมีความเสี่ยงในเรื่องของทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้น

หากดูตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา จะเห็นว่าไม่ต่างจากการประชุมกนง.เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. มากนัก โดยในครั้งนี้ กนง.ใช้เวลาประชุม 2 วัน มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.75% เป็น 2.50% โดย กนง. ระบุว่าจะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินรวมทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด

นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวางแผน ธนาคารเกียรตินาคิน ประเมินว่า กนง. น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.5% แม้ว่าเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอลงกว่าที่คาด แต่ปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ กนง. ต้องระวังในการปรับลดดอกเบี้ยลง

"แม้ทิศทางเศรษฐกิจจะชะลอลงมาก โดยเฉพาะตัวเลขล่าสุดของเดือนพ.ค. ในขณะที่เงินเฟ้อเองก็ลดลงค่อนข้างมาก แต่ที่ยังน่ากังวล คือ ปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้าย"นายปิยศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ เขายังมองว่า หลังจาก เฟด เตรียมปรับลดคิวอีลง ทำให้นโยบายการเงินโลกเริ่มตึงตัวขึ้น ส่งผลต่อเงินทุนไหลกลับ ดังนั้นถ้าลดดอกเบี้ยลงช่วงนี้ อาจทำให้เงินทุนต่างประเทศยิ่งไหลออก และจะกระทบต่อเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้น ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาท ยังส่งผลต่อเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นได้ กนง.น่าจะรอดูปัจจัยด้านต่างๆ ให้รอบคอบก่อน

"ผมเชื่อว่า โอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงในการประชุม กนง. ครั้งถัดไป มีความเป็นไปได้เช่นกัน ถ้าเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวชัดเจน เพียงแต่ข้อมูลที่มีอยู่ขณะนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจยังเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปอยู่"

หนี้ครัวเรือนทรงตัวระดับสูง

เช่นเดียวกัน นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ก็เชื่อว่า กนง. น่าจะตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน ในการประชุมรอบนี้ เพราะที่ผ่านมา กนง. ได้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงไปแล้ว 1 ครั้งเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากเห็นว่าสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้ สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการเงินได้ตอบสนองต่อความเสี่ยง ของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไปบ้างแล้ว รอบนี้ กนง.น่าจะตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจในช่วงจากนี้ไป

"คิดว่า กนง. คงรอดูเศรษฐกิจช่วงจากนี้ไปก่อนว่า แนวโน้มจะเป็นอย่างไร ครั้งนี้จึงอาจเร็วไปที่จะปรับลดลงต่อเนื่อง ที่สำคัญถ้าดูการส่งผ่านนโยบายการเงิน ที่ผ่านไปยังภาคสถาบันการเงินสู่ภาคเศรษฐกิจแท้จริง ยังเป็นไปอย่างจำกัดมาก เพราะว่าแบงก์ส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยทั้งฝั่งเงินกู้และเงินฝากลงตาม"นางสาวอุสรา กล่าว

นางสาวอุสรา เชื่อว่า กนง. อาจมีความเป็นห่วงหนี้ภาคครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง รวมทั้งสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ก็ยังเติบโตค่อนข้างร้อนแรง สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการเงินในขณะนี้ค่อนข้างที่จะผ่อนคลายอยู่แล้ว และโดยส่วนตัวเองก็มองว่า ไม่น่าจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงในช่วงที่เหลือของปีนี้แล้ว

รอลุ้นประชุมนัดหน้า 21 ส.ค.

ด้าน ธนาคารทหารไทย นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ก็มองเช่นเดียวกันว่า กนง. ยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% เพื่อรอดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะออกมาอย่างไร รวมทั้งรอดูการส่งผ่านนโยบายการเงิน หลังจากที่การประชุมรอบก่อนหน้านี้ ซึ่ง กนง. ได้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง 0.25% แต่ยังไม่เห็นภาคสถาบันการเงินปรับลดดอกเบี้ยตามเท่าไรนัก

"ผมเชื่อครั้งนี้น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อเก็บกระสุนไว้ แล้วรอไปตัดสินใจกันอย่างหนักในการประชุมครั้งหน้า คือ วันที่ 21 ส.ค. นี้ ซึ่งตอนนั้นตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 คงออกมาแล้ว ตอนนั้นต้องรอประเมินกันอีกทีว่า จะลดดอกเบี้ยลงต่อหรือไม่"นายเบญจรงค์ กล่าว

ส่วนปัจจัยที่จะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสปรับลดลงได้ ในการประชุมวันที่ 21 ส.ค. นั้น คงเป็นเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อีก อาจทำให้ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงต่อได้ ที่ต้องจับตามอง คือ เศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ส่วนเศรษฐกิจในประเทศ ต้องรอดูตัวเลขการลงทุนและการบริโภค ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ในช่วงต้นปี

เชื่อภายในสิ้นปีลดอีก 0.25-0.50%

เช่นเดียวกับ นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า กนง.จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน เพราะว่าตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่ได้ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน แต่การประชุมครั้งถัดไปมีความเป็นไปได้เช่นกันว่า อาจปรับลดลง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปและจีน รวมทั้งอุปสงค์ในประเทศที่เริ่มชะลอตัว

"เป็นไปได้ว่า จะได้เห็นการลดดอกเบี้ยลง 0.25-0.5% ภายในสิ้นปีนี้ แต่ครั้งนี้คงยังไม่ปรับ รอไปลุ้นอีกทีครั้งหน้า เพราะเท่าที่ดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ยังไม่ดีนัก ดูแล้วการเติบโตทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง น่าจะเติบโตต่ำกว่า 4%"นายบันลือศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายรุ่งศักดิ์ สาธุธรรม ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก็เชื่อเช่นกันว่า รอบนี้ กนง.จะตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% ก่อน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะชะลอลง แต่ถ้าดูอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.5% ถือเป็นระดับที่ค่อนข้างผ่อนคลายอยู่แล้ว อีกทั้งเงินเฟ้อแท้จริงขณะนี้ก็ยังติดลบ จึงคิดว่า กนง. น่าจะตัดสินใจคงดอกเบี้ย เพื่อรอดูความชัดเจนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปก่อน

"ที่ผ่านมา กนง. ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงไปแล้ว 0.25% มาอยู่ที่ 2.5% น่าจะเป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพออยู่แล้ว และระยะต่อไปอาจจะมีปัญหาในเรื่องสภาพคล่อง จากกรณีที่เฟดมีแนวคิดว่าต้องการลดมาตรการ คิวอี ลง ซึ่งตรงนี้เอง อาจทำให้เงินไหลออกได้อีก ดังนั้น การปรับลดดอกเบี้ยลง ก็คงจะยากพอสมควร"นายรุ่งศักดิ์ กล่าว