วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กองทุนหุ้นจีนอ่วม ติดลบ 14.12%

"มอร์นิ่งสตาร์" เผย ตลาดหุ้นจีนปีนี้ติด 1 ใน 3 ตลาดหุ้นที่มีผลงานแย่ที่สุดในโลก "กองทุนหุ้นจีน" อ่วม ตั้งแต่ต้นปีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 14.12%

นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่ง รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กองทุนหุ้นจีนถือเป็นกองทุนต่างประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนไทยค่อนข้างมาก หากไม่นับกองทุนตราสารหนี้ประเภทมีอายุ (Term Fund) ปัจจุบันมี 13 กองปกติ มีสินทรัพย์ประมาณ 9,600 ล้านบาท เป็นกองทุนหุ้นจีนที่เป็นทริกเกอร์ฟันด์ อีก 11 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 5,200 ล้านบาท และเป็นกองทุนอีทีเอฟอีก 2 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 345 ล้านบาท รวมมีเม็ดเงินลงทุนผ่านกองทุนหุ้นจีนกว่า 15,145 ล้านบาท

ในช่วงปลายปี 2555 ต่อเนื่องต้นปีนี้ กระแสการลงทุนในหุ้นจีนกลับมาอีกครั้งก่อนที่จะหายไปจากความกังวลต่อมาตรการคุมเศรษฐกิจจีนของภาครัฐ ทำให้กระแสดังกล่าวหยุดไปในช่วงที่ผ่านมา และจนถึงปัจจุบันตลาดหุ้นจีนถือเป็น 1 ใน 3 ตลาดของโลกที่มีผลงานแย่สุดด้วยเช่นกัน โดยจากต้นปีถึงปัจจุบัน (24 มิ.ย. 56) กองทุนหุ้นจีนให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 14.12%

"กองทุนหุ้นจีนปกติในปีนี้ผลงานไม่ดีนักตามภาวะตลาด ในส่วนของกองทุนทริกเกอร์ฟันด์จีนยังขาดทุนเฉลี่ยกว่า 10% คงยังไม่ต้องไปมองไกลถึงการฮิตเป้าหมาย แต่ถ้ามองระยะยาวขึ้นในช่วง 1 ปี และ 3 ปี กองทุนที่มีผลงานดีก็ยังมีผลตอบแทนเป็นบวกได้แต่ไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนที่บริหารแบบเชิงรุก (Active Fund) ซึ่งผู้จัดการกองทุนยังสามารถปรับพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงได้ ต่างจากกองทุนส่วนใหญ่ที่บริหารเชิงรับ (Passive Fund) นั้น กองทุนก็จะลงไปตามตลาดเพราะมีเป้าหมายในการแทร็คดัชนีตลาดหุ้นจีนอยู่แล้ว"

ดังนั้น ก่อนจะลงทุน นักลงทุนจึงควรศึกษานโยบายลงทุนของกองทุนหลักให้ดี อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องระมัดระวัง คือ เรื่องนโยบายการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ซึ่งแต่ละกองทุนก็มีนโยบายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้น การศึกษาข้อมูลการลงทุนให้ละเอียดก่อนการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่คุ้นเคย

ขณะที่ นายไบรอัน พี เบเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้อำนวยการ บริษัทพิมโก้ เอเชีย ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนตราสารหนี้ระดับโลก กล่าวว่า หลังวิกฤติซับไพร์มรัฐบาลจีนมีแนวคิดในการกระตุ้นสินเชื่อเพราะเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวซึ่งในช่วงแรกดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ในช่วงหลังมาภาพกลับตรงข้ามในขนาดที่สินเชื่อขยายตัวแต่เศรษฐกิจจีนกลับปรับตัวลง กำลังสะท้อนภาพของการผลิตที่มีในจีนเกินกว่าความต้องการใช้จริงในประเทศ ล่าสุดรัฐบาลจีนจึงตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 7 วัน ขึ้นจากเดิม 3% เป็น 7% และ 9% ตามลำดับ และคาดว่ารัฐบาลจีนอาจจะมีการจำกัดวงเงินปล่อยสินเชื่อ

"ตลาดจึงตอบสนองออกมาในทางลบกดดันให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงอีก ทั้งที่หากมองในเชิงของมาตรการแล้วถือว่ารัฐบาลจีนทำถูกต้องแล้วและรัฐบาลจีนคงรู้และเต็มใจที่จะมีโอกาสเห็นตัวเลขเศรษฐกิจออกมาโตต่ำกว่าที่คาดเอาไว้ เป็นการยอมรับยาขม แต่เลือกที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี"

ด้านมุมมอง บลจ.ส่วนใหญ่ ยอมรับแนวโน้มเศรษฐกิจจีนชะลอตัว แต่ก็ยังมีการเติบโต และในช่วงที่รัฐบาลใหม่เข้ามาก็เน้นนโยบายในการกระจายรายได้เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ได้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนักอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าการย้ายเข้าสู่เมืองของคนจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะยังสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาวเอาไว้ได้

ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ถูกที่สุดในโลกตลาดหนึ่งและไม่ได้ปรับตัวขึ้นมา 2-3 ปี แล้ว แต่นักลงทุนก็ยังไม่กล้าเข้ามาลงทุน เพราะว่ามีปัจจัยลบจากการคุมเศรษฐกิจผ่านมาตรการภาครัฐที่ออกมาเป็นระยะๆ นั่นเอง แต่ถ้ามองการลงทุนระยะยาว ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีเช่นกัน แต่คงต้องมองภาพที่ยาวจริงๆ เท่านั้นเอง