"วราเทพ" ยัน คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวไม่พบตัวเลขขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เอฟเอ็ม 97 เมกะเฮิร์ทซ์ ถึงโครงการจำนำข้าว ว่า ตัวเลขที่บอกว่าขาดทุน 2.6 แสนล้านนั้น คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว ที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ไม่พบตัวเลขนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรต้องปรากฏตั้งแต่วันปิดบัญชีแล้ว ไม่สามารถไปตบแต่งตัวเลขได้ วันนี้จึงเป็นหน้าที่ฝ่ายรัฐที่ต้องพูดให้ตรงกับหน่วยงานต่างๆ รายงานการปิดบัญชีฉบับล่าสุด 31 ม.ค. 56 เป็นรายการทั้งหมด 17 โครงการซึ่งรวมพืชผลเกษตรอื่นด้วย จึงได้มอบหมายให้แยกบัญชีเฉพาะข้าวออกมา ซึ่งมีข้าวหลายชนิดทั้งข้าวหอม ข้าวเหนียว ต้องแยกออกมาให้นิ่งก่อนจึงจะแถลง การแยกบัญชีไม่ยากแต่มีหลักที่ต้องพิจารณาในทางบัญชีว่าจะเป็นการขาดทุนซึ่งยังมีความต่างอยู่คือ สินค้าคงเหลือ เมื่อระบายข้าวไม่หมดก็ต้องนำข้าวที่อยู่ในสต็อคมาคิดว่ายังมีเงินเหลือเท่าไหร่ ซึ่งแตกต่างกันมาก เมื่อคิดออกมาเท่าไหร่ก็ต้องแถลงว่าซื้อมาขายไปเท่าไหร่
"เราต้องมารวบรวมให้เป็นระบบที่มีความเข้าใจกว่าภาษาบัญชี การประมวลรวบรวมเพื่อนำตัวเลขมาอธิบายได้ว่าประชาชนต้องการทราบว่าการบริหารจัดการโครงการนี้ รัฐลงทุนไปเท่าไหร่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการค้าว่าได้กำไรหรือขาดทุน แต่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกร และการที่ผลค่าใช้จ่ายสูงเพราะเหตุใด หรือมาจากประสิทธิภาพการบริการโครงการ หรือความโปร่งใส แต่สุดท้ายต้องคิดในภาพรวมว่าเงินนี้ไปสู่เกษตรกรหรือไม่"
ส่วน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขายข้าวไปเท่าไหร่นั้น นายวราเทพ กล่าวว่า บัญชีหลังจากวันที่ 31 ม.ค.56 อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ แต่บัญชีก่อนวันที่ 31 ม.ค. 56 คณะอนุกรรมการปิดบัญชีมีแล้ว จึงต้องแยกเป็น 2 ช่วงเวลา นอกจากนี้มีการนำข้าวไปขายให้หน่วยงานรัฐราคาถูกเช่น ร้านธงฟ้า การนำข้าวไปบริจาคให้ราชทัณฑ์ ซึ่งในแง่ขาดทุนมากกว่า จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับกระทรวงพาณิชย์ด้วย ตนไม่ได้โทษกระทรวงพาณิชย์ แต่คิดว่าพอมีเหตุผลที่ต้องมาพิจารณว่า ข้าวเป็นสินค้าแข่งขันในการขาย มีความจำเป็นในบางครั้งไม่สามารถบอกเรื่องสต๊อคได้ แต่ท้ายสุดรัฐต้องมาคิดว่าบอกหรือไม่บอก เพราะท้ายที่สุดการไม่บอกอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม คงไม่กล้ายืนยันรับรองได้ทันที โดยเฉพาะตัวเลขหลังวันที่ 31 ม.ค. 56 ที่ยังไม่มีหน่วยงานใดรับรอง ต้องรอแยกบัญชี และผลประชุม กขช. ก่อน เพราะมีตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงมาก









