วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อานันท์'ชี้ซีจีภาครัฐแย่ สังคมเหลื่อมล้ำ

"อานันท์ ปันยารชุน" ชี้ธรรมาภิบาลกระจุกตัวที่บริษัทชั้นนำขนาดใหญ่ ส่วนภาครัฐแย่ลง สังคมเหลื่อมล้ำมากขึ้น

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี จัดสัมมนาในหัวข้อ "Board Leadership Evolution" เพื่อให้คณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์กับการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ทั้งในเอเชียและไทย พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนไทยตามโครงการ ASEAN CG Scorecard

นายอานันท์ ปันยารชุน นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องความท้าทายการกำกับดูแลกิจการที่ดีของประเทศไทย ว่า การพัฒนาธรรมาภิบาลยังกระจุกตัวอยู่ที่บริษัทชั้นนำขนาดใหญ่ ที่เหลือยังอ่อนแอ เพราะบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ ยังเป็นกิจการของครอบครัว บริษัทจดทะเบียนยังมีธุกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีเป็นจำนวนมาก ขณะที่รัฐวิสาหกิจ ระบบการกับการดูแลกิจการยังอยู่ในรูปแบบปิด ไม่เปิดเผยผลการดำเนินงานที่ชัดเจน หากยกระดับการกำกับดูแลกิจการบริษัทเหล่านี้ขึ้นมา จะทำให้ภาพรวมธรรมาภิบาลดีขึ้น

นอกเหนือจากการพัฒนาธรรมาภิบาลของภาคเอกชนแล้ว สิ่งที่น่ากังวล คือ ธรรมาภิบาลของภาครัฐที่แย่ลง สะท้อนได้จากการแทรกแซงของการเมือง การสร้างเครือข่ายเพื่อหาผลประโยชน์ ซึ่งหากระบบธรรมาภิบาลของภาครัฐมีปัญหา จะกระทบต่อภาพรวมของประเทศ เพราะเกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ในอดีตประเทศไทยจะมีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมาก แต่ปัจจุบันเกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนระดับกลางแล้ว ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาครัฐจะต้องเร่งแก้ไข

"ปัญหาของบ้านเรา คือ นักการเมืองและผู้มีอำนาจไม่เข้าใจคำว่า Conflict of Interest หรืออาจจะรู้ แต่ทำไม่เข้าใจ ภาครัฐจะต้องมีความโปร่งใส ไม่ใช่เปิดเผยข้อมูลเฉพาะที่เป็นสาธารณะอยู่แล้วให้กับประชาชนได้รับรู้ แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้"

นอกจากนี้ รัฐต้องปล่อยให้ประชาชนมีอำนาจตัดสินใจ และสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาตนเองมากขึ้น ส่วนสิ่งที่รัฐบาลต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา คือ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินงาน เช่น การเปิดเผยตัวเลขหนี้สาธารณะแก่ประชาชนของรัฐบาล เช่นเดียวกับที่ต่างประเทศได้ดำเนินการ และการมีวินัยทางการคลังต่อการบริหารงบประมาณ

นายอานันท์ กล่าวต่ออีกว่า การยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศจะประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับ 3 องค์ประกอบ คือ 1.รัฐบาลต้องตั้งใจบริหารประเทศเพื่อความต้องการประชาชนที่แท้จริง 2.กระบวนการเปิดเผยข้อมูลต้องโปร่งใส และ 3.การตรวจสอบต้องได้รับการยอมรับจากสังคม

ด้าน นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในฐานะสมาชิก ก.ล.ต. อาเซียน กล่าวว่า ผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ซีจี) ของบริษัทจดทะเบียนไทย ตามโครงการ ASEAN CG Scorecard ซึ่งเป็นการจัดอันดับครั้งแรก พบบริษัทจดทะเบียนไทยมีคะแนนซีจีสูงสุดของกลุ่มประเทศอาเซียน ยกเว้น เวียดนาม โดยระดับคะแนนเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 67.66% ขณะที่บริษัทจดทะเบียนไทยติดอันดับบริษัทที่มีซีจีดี มากสุดใน 50 อันดับแรกของบริษัทในอาเซียน โดยมีบริษัทไทยถึง 20 แห่ง แสดงว่าบริษัทจดทะเบียนเป็นบริษัทที่มีบรรษัทภิบาล ที่ได้มาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับทั่วกัน

"สิ่งที่น่ากังวลต่อไป คือ ความพยายามรักษาระดับคะแนนและอันดับหนึ่งไว้ให้ได้ ซึ่ง ก.ล.ต.หวังว่าจะรักษาแชมป์ไว้ให้ได้ โดยต้องหาทางสนับสนุนและกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนพัฒนาต่อเนื่อง และรักษาคุณภาพไว้ให้ได้" นายวรพล กล่าว

เขากล่าวว่า สิ่งที่ ก.ล.ต.จะต้องเร่งพัฒนา คือ บทบาทและความรับผิดชอบของกรรมการบริษัทจดทะเบียน ซึ่งตอนนี้มีแนวคิดจะกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียน เพิ่มจำนวนกรรมการอิสระเพิ่มขึ้น หรือต้องการขยับขึ้นไปให้ถึง 50%ของจำนวนกรรมการ จากกฎหมายปัจจุบันให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ใช้วิธีการบังคับ แต่จะสร้างแรงจูงใจเพื่อเป็นการกระตุ้น เพื่อทำให้นักลงทุนต่างประเทศให้การยอมรับ เพราะหมวดบทบาทและความรับผิดชอบกรรมการบริษัทจดทะเบียนไทยมีคะแนนต่ำ

ก.ล.ต.จะต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับซีจี เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ จะได้ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศ การสร้างนักลงทุนสถาบันเพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะกองทุนรวมของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยการจัดอันดับของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์

ด้านการเพิ่มสภาพคล่องทั้งด้านตลาดและสินค้าให้มากขึ้น ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยสภาพคล่องแซงหน้าตลาดสิงคโปร์ โดยวอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าแล้ว และถือว่ามีสภาพคล่องการซื้อขายสูงสุดในเอเชีย และก.ล.ต.พยายามหาทางเพิ่มแนวทางสินค้าประเภทต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุน เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทรีทส์ และกองทุนอีทีเอฟ ล่าสุด ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการดำเนินการให้เกิดการจัดตั้งกองทุนอีทีเอฟ ยางพารา

นางรงค์รุจา สายเชื้อ รองกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวว่า การที่คะแนนเฉลี่ยของไทยสูงเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนอื่นๆ ที่เข้าร่วมประเมิน แต่บริษัทไทยต้องพัฒนาต่อไป โดยเฉพาะบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เพราะคะแนนเฉลี่ยไม่สูงมาก รวมทั้งความท้าทายต่อไปคือการปฏิบัติตามนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการที่ได้กำหนดไว้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และรายงานสิ่งที่ได้ปฏิบัติไปสู่สาธารณะเพื่อความโปร่งใส เพราะหลักเกณฑ์ ASEAN CG Scorecard เน้นการปฏิบัติจริง มากกว่าการกำหนดนโยบาย

"ผลการประเมินครั้งนี้ มีคำแนะนำ 2 เรื่องให้กับบริษัทจดทะเบียนไทย คือ การเปิดเผยข้อมูล ควรกำหนดนโยบายให้มีรูปแบบที่ชัดเจน มาตรฐานสากล โดยเรื่องภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากขึ้น เพราะว่าปัจจุบันแม้เป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปติดอันดับ 100 อันดับแรก แต่ไม่เปิดเผยข้อมูลรูปแบบภาษาอังกฤษ ทำให้เสียโอกาส การเปิดเผยข้อมูลให้ทันท่วงทีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ควรจะปรับปรุงให้มีคะแนนเพิ่มขึ้น"