แบงก์ชาติเผยเดือนเม.ย. ขาดดุลบัญชีทุบสถิติ มากสุดตั้งแต่ปี 2538 ที่ 3.36 พันล้านดอลลาร์ เหตุสินค้าเกษตรร่วงหนัก
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าในเดือนเม.ย. 2556 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3,361 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการขาดดุลการค้า 1,620 ล้านดอลลาร์ และดุลบริการ รายได้ และ เงินโอน 1,742 ล้านดอลลาร์ โดยพบว่าเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากที่สุด นับจากที่เริ่มเก็บสถิติเมื่อปี 2538
การส่งออกเดือนเม.ย. มีมูลค่าอยู่ที่ 17,251 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.7% โดยเป็นผลจากการส่งออกหมวดยานยนต์ที่โตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรและประมงหดตัว โดยเฉพาะการส่งออกข้าว เนื่องจากสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และการส่งออกยางพาราจากการสต็อกยางพาราของจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ยังอยู่ระดับสูง ขณะที่การส่งออกกุ้งก็มีปัญหาจากโรคระบาด
นอกจากนี้การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์หดตัว เนื่องจากราคาปีก่อนสูงเป็นพิเศษ และการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหดตัวเนื่องจากโรงกลั่นชะลอการผลิตชั่วคราวในช่วงที่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์
ส่วนการนำเข้าเดือนเม.ย. มีมูลค่า 18,871 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากไม่รวมทองคำขยายตัว 6.8% เป็นการขยายตัวในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางทั้งในหมวดเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการผลิตที่เร่งขึ้น ชดเชยการผลิตในช่วงที่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์ และหมวดโลหะพื้นฐาน รวมทั้งหมวดอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการนำเข้าสินค้าทุนขยายตัวต่อเนื่อง จากการนำเข้าเครื่องบินของรัฐวิสาหกิจ
ส่งผลให้ดุลการค้า ที่ขาดดุล 1,620 ล้านดอลลาร์ เป็นผลจากการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออก
สำหรับดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุล 1,742 ล้านดอลลาร์ เป็นผลจากการส่งกลับกำไรและเงินปันผล ทั้งหมดนี้ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเม.ย. ขาดดุล 3,361 ล้านดอลลาร์ จากเดือนก่อนที่เกินดุล 1,936 ล้านดอลลาร์
เผยทุนไหลเข้าทะลัก4.1พันล้านดอลลาร์
ส่วนดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายเดือนเม.ย. มีเงินไหลเข้าสุทธิ 4,166 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นเงินที่เข้ามาลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) 1,618 ล้านดอลลาร์ และการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ รวมทั้งการกู้ยืมระยะสั้นจากต่างประเทศของสถาบันการเงินเพื่อบริหารสภาพคล่องในธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
นายเมธี กล่าวว่า แม้ตัวเลขเดือนเม.ย. ที่เป็นยอดเงินไหลเข้าค่อนข้างมาก แต่ถ้าดูตัวเลขเดือนพ.ค. แบบคร่าวๆ พบว่าไม่ได้ไหลเข้ามามากนักแล้ว อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า ค่าเงินบาทจะเป็นไปในทิศทางอ่อนค่าหรือไม่ แต่ถ้าดูในระยะยาว เชื่อว่าการอ่อนค่าของเงินบาทคงจะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปนานๆ
ปัจจัยในประเทศฉุดศก.เดือนเม.ย.ชะลอ
นายเมธี กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนเม.ย. นั้น ชะลอลงตามการใช้จ่ายภาคเอกชน ขณะที่การส่งออกโดยรวมยังฟื้นตัวช้าจากเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป สอดคล้องกับการผลิตของอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และเมื่อประกอบกับปัจจัยชั่วคราวที่ผู้ผลิตในบางอุตสาหกรรมลดระดับการผลิตลงมากกว่าปกติ ตามนโยบายลดการใช้พลังงาน รวมทั้งประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมจึงหดตัว ในขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวดีต่อเนื่อง
"การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอลง โดยดัชนีการลงทุนภาคเอกชนหดตัว 1.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังจากที่เร่งไปมากในปีก่อน ประกอบกับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อส่งออกบางส่วนชะลอการลงทุนออกไป ส่วนการลงทุนในหมวดก่อสร้างขยายตัวชะลอลง หลังจากที่ได้เร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า"นายเมธี กล่าว
ส่วนดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 1.7% ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน ตามการใช้จ่ายในหมวดยานยนต์ที่ชะลอลง ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นผลจากฐานปีก่อนปรับสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์นั่งรายใหญ่กลับมาผลิตและส่งมอบได้เต็มที่ หลังจากฟื้นตัวจากอุทกภัย
รายได้เกษตรกรลดลงจากราคาร่วง
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนยังมีแรงส่งจากปัจจัยสนับสนุนด้านรายได้ และการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว
"การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้เกษตรที่ลดลง โดยรายได้เกษตรหดตัว 7.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งปริมาณและราคา โดยปริมาณหดตัวจากผลผลิตข้าวและมันสำปะหลังเนื่องจากปริมาณน้ำและสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย ส่วนราคาสินค้าเกษตรหดตัว ตามราคายางพาราที่คำสั่งซื้อชะลอลงเนื่องจากสต็อกยางพาราของจีนยังอยู่ในระดับสูง"นายเมธี กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมอุปสงค์ในประเทศจะชะลอลง แต่ถ้าดูปัจจัยสนับสนุนยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการว่างงานที่อยู่ระดับต่ำ ขณะที่รายได้นอกภาคเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะต่อไปยังดีอยู่ และช่วงท้ายของปีนี้น่าจะได้ปัจจัยหนุนจากการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งน่าจะทำให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาได้ ขณะที่สินเชื่อเดือนเม.ย. แม้ชะลอลงก็ยังโตในระดับ 12%
เชื่อลดดอกเบี้ยหนุนอุปสงค์ในประเทศ
นอกจากนี้ การตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ก็น่าจะมีส่วนสนับสนุนในเรื่องอุปสงค์ในประเทศด้วย หรืออย่างน้อยก็มีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งหมดนี้จึงยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามดู
สำหรับด้านการท่องเที่ยว ขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวเดือนเม.ย. มีจำนวน 2.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 21.6% ตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวเกือบทุกภูมิภาคโดยเฉพาะจีนและรัสเซีย
ส่วนดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. หดตัว 3.8% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลดระดับการผลิตในบางอุตสาหกรรมเพื่อลดการใช้พลังงานชั่วคราวในเดือนดังกล่าว ประกอบกับปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในบางอุตสาหกรรมและการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งการหดตัวดังกล่าว เป็นไปตามการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ และอาหารแปรรูปแช่แข็ง ขณะที่การผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ก็ขยายตัวชะลอลงจากเดือนก่อน
นายเมธี กล่าวว่า ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมนั้น อัตราการว่างงานยังอยู่ระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนมาอยู่ที่ 2.42% ซึ่งเป็นผลจากการชะลอลงของราคาพลังงานเป็นหลัก
สำหรับตัวเลขการส่งออกเดือนเม.ย. ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับตัวเลขใหม่เหลือ 2.8% จากเดิมที่ 10.5% นั้น นายเมธี กล่าวว่า ไม่มีผลต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยมากนัก และในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ของ ธปท. ก็ได้แจ้งให้ กนง. รับทราบด้วยว่า ตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์น่าจะเกิดความผิดพลาด จึงได้นำตัวเลขที่ ธปท.จัดทำมา ส่งให้ กนง. ใช้ในการพิจารณา โดยตัวเลขการส่งออกเดือนเม.ย. ของ ธปท. ที่ประเมินออกมาเติบโตที่ 3.7%
"กิตติรัตน์"ระบุไม่กระทบนโยบายเศรษฐกิจ
ด้าน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเช่นเดียวกันว่า การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนเป็นตัวเลขที่ไม่เป็นทางการ หน่วยงานทางเศรษฐกิจต่างๆ จะไม่ใช้ตัวเลขรายเดือนไปพิจารณาในการกำหนดนโยบายต่างๆ แต่จะใช้ตัวเลขเศรษฐกิจรายไตรมาสมาใช้ในการประเมินและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเนื่องจากมีความถูกต้องและไม่ซ้ำซ้อน
"เชื่อว่าจะไม่เกิดความเสียหายใดๆ ซึ่งก็ดีเมื่อมีการผิดพลาดก็มีการแก้ไข ไม่ถูกต้องก็ไม่ได้ซุกซ่อนปิดบังอะไร ซึ่งหากสถานการณ์เป็นไปในทางตรงกันข้ามตัวเลขจริงสูงแต่เมื่อเฉลยออกมาต่ำก็อาจยุ่งไปกันใหญ่ เพราะกลายเป็นว่าบางฝ่ายก็อาจมองได้ว่าเป็นการไปชงตัวเลขกดดันเพื่อให้ลดดอกเบี้ย แต่ภาวะแบบนี้ไม่ทำให้ใครเคลือบแคลงใจว่าความผิดพลาดเป็นไปด้วยวัตถุประสงค์อื่นใด" นายกิตติรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่าการผิดพลาดของกรมศุลกากรในครั้งนี้ อาจเกิดจากความสับสนระหว่างเงินสกุลต่างประเทศ ระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ จะได้เอาประสบการณ์ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไปเป็นบทเรียนในการทำงานต่อไป
สศช.ชี้ส่งออกเดือนเม.ย.เป็นไปตามคาด
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การเติบโตของการส่งออกที่ระดับ 2.89% ในเดือนเม.ย. เป็นไปตามแนวโน้มที่ สศช. คาดการณ์ไว้แล้วว่าตัวเลขส่งออกจะลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่เป็นไปตามความคาดหมาย โดยเฉพาะในยุโรป ขณะที่การอ่อนตัวลงของเงินเยนทำให้การส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นลดลง เพราะราคาสินค้าที่ส่งไปญี่ปุ่นราคาแพงขึ้นคนญี่ปุ่นหันไปบริโภคสินค้าในประเทศทดแทน นอกจากนี้มียังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยภายใน เช่น เดือนเม.ย. เป็นเดือนที่มีวันหยุดหลายวัน
นายอาคม กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าการส่งออกจะลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองหรือไม่ เนื่องจากเมื่อพิจารณาการส่งออกในเดือนเม.ย. ก็ยังเป็นบวกอยู่ เช่นเดียวกับในเดือนม.ค. และเดือนมี.ค. โดยเดือนที่ติดลบมีเพียงเดือนเดียวคือเดือนก.พ.
"สิ่งที่เร่งทดแทนการส่งออกในตลาดยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ในขณะนี้ คือการทำการค้าขายในชายแดน ซึ่งคงจะไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด แต่คงพอจะช่วยได้บ้าง และในขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับตัวเลขส่งออกเหลือ 7.5% จาก 9% ซึ่งเป็นการปรับลงที่เยอะเหมือนกันเกือบ 2%"นายอาคม กล่าว
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่ดีขึ้นคือค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงมาที่ประมาณ 30 บาท ต่อดอลลาร์ ซึ่งก็เป็นแนวโน้มที่ช่วยลดช่องว่างลงมาระดับหนึ่ง แต่ว่าค่าเงินบาทยังแข็งค่ากว่าปีก่อนที่มีระดับเฉลี่ย 31 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถ้าค่าเงินอ่อนลงเท่ากับปีที่แล้ว จะเป็นการช่วยผู้ส่งออกได้ในระยะสั้น นอกจากนี้การปรับลงของดอกเบี้ยและมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะมีส่วนช่วยลดแรงกดดันของเงินไหลเข้าต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดว่าค่าเงินบาทจะมีการปรับตัวอย่างไร เพราะกระแสของเงินไหลเข้าจำนวนมหาศาลยังคงมีอยู่
"ปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงสามารถช่วยผู้ส่งออกได้ในระยะสั้นเท่านั้น ทางรัฐบาลต้องติดตามต่อไปเพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับผู้ส่งออกในช่วงที่ผ่านมาคือขายของไม่ได้ราคา หรือบางส่วนขายขาดทุน สิ่งที่ต้องเร่งทดแทนการส่งออกตามมาตรการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันอังคาร คือจะต้องเร่งการใช้จ่ายงบประมาณ และการลงทุนในประเทศ ให้ได้ตามเป้าหมาย และให้รัฐวิสาหกิจคืนหนี้ต่างประเทศ" นายอาคม กล่าว
กรมศุลฯโทษเอกชนพิมพ์ข้อมูลผิด
นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า จากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขการส่งออกเดือนเม.ย. ผิดพลาด จากเดิมขยายตัวร้อยละ 10.5 เมื่อตรวจพบข้อมูลใหม่ ตัวเลขส่งออกไปยังฮ่องกงมีความคลาดเคลื่อนจากกรมศุลกากร
นางเบญจา กล่าวว่า ได้ตรวจสอบหาสาเหตุข้อมูลที่ผิดพลาด มาจากการใช้ระบบส่งข้อมูลของผู้ประกอบการส่งออก ส่งมายังกรมศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยบริษัทเอกชนส่งข้อมูลเข้ามาให้ผิด สำหรับการส่งออกส่วนประกอบและอุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ จากไทยไปฮ่องกง ส่งข้อมูลการส่งออกจำนวน 12,803 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 372,272 ล้านบาท แก้ไขจากเดิมได้ส่งมา 1,289 ล้านดอลลาร์ หรือคลาดเคลื่อนประมาณ 37,497 ล้านบาท









