พาณิชย์เผยตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย.ผิดพลาด เหตุกรมศุลฯรายงานส่งออกไปฮ่องกงเพิ่ม 176.6% ขณะที่ตัวเลขจริงแค่ 12.6% ด้านคลังเตรียมหั่นเป้าศก.
นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่าตัวเลขส่งออกในเดือนเม.ย. 2556 ที่รายงานไปนั้นมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในระบบบันทึก ทำให้มูลค่าการส่งออกต่ำกว่าที่แถลงไปก่อนหน้านี้
กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขการส่งออกในเดือนเม.ย. 2556 เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2556 การส่งออกในเดือนเม.ย. 2556 มีมูลค่า 18,698.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.52% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (เม.ย. 2555) และคิดเป็นรูปเงินบาท มีมูลค่า 543,707.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.37%
กระทรวงพาณิชย์ ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ว่า ตัวเลขการส่งออกไปฮ่องกง มูลค่า 2,177 ล้านดอลลาร์นั้น เพิ่มขึ้น 176.6% แต่มีความคลาดเคลื่อนเนื่องจากได้เกิดความผิดพลาดในระบบการบันทึกข้อมูลดังกล่าวของกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
นางวัชรี กล่าวว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่ายอดการส่งออกไปฮ่องกง ประจำเดือนเม.ย. 2556 มีเพียง 887 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเพียง 12.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (เม.ย. 2555) ดังนั้น ตัวเลขการส่งออกรวมในเดือนเม.ย. 2556 ที่ถูกต้องจึงลดลงเหลือเพียง 17,409.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (เม.ย. 2555) เพียง 2.89% และหากคิดเป็นรูปเงินบาท จะมียอดการส่งออกเป็น 506,210.9 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (เม.ย. 2555) หรือ 1.89%
ตัวเลขเศรษฐกิจเมษายนส่งสัญญาณโตลด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค. เตรียมปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปีลงจากคาดการณ์เดิมว่า จะขยายตัวที่ 5.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเครื่องชี้เศรษฐกิจเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทยเริ่มมีอัตราการขยายตัวที่แผ่วลง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีนี้ ที่สภาพัฒน์ประกาศขยายตัวที่ 5.3% ซึ่งขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 6% โดย สศค.จะประกาศตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปีใหม่ในเดือนมิ.ย. นี้
"เราจะประกาศปรับประมาณการจีดีพีทั้งปีใหม่เดือนหน้า โดยดูจากสมมติฐานที่มี รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีที่ขยายตัวได้ 5.3% น้อยกว่าเราคาดการณ์เดิมที่ 6% ขณะเดียวกันเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าก็ชัดเจนว่า มีอัตราการขยายตัวที่แผ่วมากกว่าที่คาด โดยเฉพาะจีนถือว่า ขยายตัวได้น้อย ซึ่งจีนถือเป็นคู่ค้าสำคัญต่อการส่งออกของเรา" เขากล่าว
คาดไตรมาส2ขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสแรก
ส่วนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปีนี้ สศค.มองว่า จะขยายตัวได้ต่ำกว่าไตรมาสแรก หากเป็นเช่นนั้น จะทำให้เศรษฐกิจไทย 2 ไตรมาสแรก ขยายตัวติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี เพราะแรงส่งจาก 2 ไตรมาสแรกมีน้อยลง
ขณะเดียวกัน ช่วงไตรมาส 4 ของปี จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวได้น้อย เมื่อเทียบกับฐานการขยายตัวที่สูงในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน น่าจะทำให้ไตรมาส 4 ปีนี้น่าเป็นห่วง ซึ่งนโยบายการคลังด้านการเบิกจ่ายเร่งตัว ก็จะมีส่วนช่วยได้บ้าง
"เราห่วงว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวแผ่วลง โดยยอดการบริโภคที่เคยร้อนแรงช่วงปีที่แล้ว เป็นเพราะโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งถ้าไม่มีตัวนี้ เศรษฐกิจไทยในปีก่อนจะไม่สามารถขยายตัวได้ถึง 6.4%แน่ เพราะส่งออกขยายตัวแค่ 3% ขณะนี้การบริโภคก็เริ่มแผ่วลง หากว่าการส่งออกยังขยายตัวได้ไม่ดี ถือว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าเป็นห่วง" เขากล่าว
ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยด้านการผลิตมีสัญญาณแผ่วลง จากภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาหดตัว 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงต่อ เพราะช่วงต้นปีมาอยู่ที่ 92.9 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก
ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรติดลบ
นอกจากนี้ ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ -4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการลดลงของผลผลิตในหมวดพืชผลสำคัญ โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง จากการจำกัดการผลิตเนื่องจากความกังวลจากสถานการณ์ภัยแล้งในปีเพาะปลูกปีนี้ และเป็นผลทำให้รายได้เกษตรกรที่แท้จริงหดตัว -10.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
"เครื่องชี้ภาคการผลิตทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร สะท้อนสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เพราะทั้งสองภาค เมื่อรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของภาคการผลิตทั้งหมด จึงเป็นไฟแดงที่ชี้ได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะแผ่วลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 ทั้งนี้ สศค.จะได้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป" เขากล่าว
ภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวได้แข็งแกร่ง โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย 2.0 ล้านคน ขยายตัว 19.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย และมาเลเซีย เป็นหลัก
ส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการใช้จ่ายทั้งภายในประเทศ แม้จะมีอัตราการขยายตัวแต่ก็มีสัญญาณที่แผ่วลง โดยยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาคงที่ในเดือนเม.ย. ขยายตัว 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงหากเทียบกับเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้ 6.9% ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่ง ขยายตัวลดลงเหลือ 22.9% จากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 101.3% และ 268.8% ในไตรมาส 4 หากครึ่งหลังของปีไม่มีแรงกระตุ้นการใช้จ่ายเศรษฐกิจไทยน่าเป็นห่วง
ดัชนีเชื่อมั่นลดลงครั้งแรก
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ลดลงครั้งแรกในรอบ 7 เดือน มาอยู่ที่ 73.9 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความกังวลค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็ว สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่เครื่องชี้ส่งสัญญาณการลงทุนที่ลดลง สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนหักเครื่องบิน เรือและรถไฟขยายตัวติดลบ 8.5% เพราะหลังจากน้ำท่วมมีการนำเข้าจำนวนที่มาก เครื่องชี้หมวดก่อสร้างขยายตัวดีแต่ลดลง สะท้อนจาก การจัดเก็บภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัว 35.1% และยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่ขยายตัวได้ 17.7%
ด้านการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยขยายตัว 10.5% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นสำคัญ หากมองตลาดส่งออก ยังส่งออกได้ดีในตลาดฮ่องกง ออสเตรเลีย และ สหรัฐอเมริกา
ชี้ตัวเลขส่งออกไปฮ่องกงผิดปกติ
"เมื่อพิจารณาในรายละเอียดตัวเลขส่งออกในตลาดฮ่องกงที่สูงขึ้นผิดปกติ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์กำลังทบทวนตัวเลขส่งออกสินค้าในเดือนดังกล่าวกับทางกรมศุลกากรอีกครั้ง"
รองผอ.สศค.ยังกล่าวถึงกรณีที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%ว่า เมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงก็น่าจะเป็นผลดีต่อสมมติฐานสำคัญของการส่งออกและกำลังซื้อในประเทศ แต่จากข้อมูลเศรษฐกิจที่ สศค. มีอยู่ล่าสุด คิดว่าทิศทางดอกเบี้ยนโยบายน่าจะปรับลดลงได้อีก เพราะเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอ สินเชื่อบุคคลเริ่มแผ่ว ส่วนเงินเฟ้อก็ขยายตัวลดลง แต่จะลดได้ถึงระดับใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ
สรท.เล็งหั่นเป้าส่งออกอีกรอบ
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.เตรียมปรับลดคาดการณ์ส่งออกปี 2556 ลงอีกแล้ว จากปัจจุบันที่คาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 4.92% โดยจะประเมินสถานการณ์หลังสิ้นสุดไตรมาส 2 เนื่องจากแนวโน้มเงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% แต่สัญญาณการเก็งกำไรค่าเงินยังคงมีอยู่และการลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้การเก็งค่าเงินลดลง ประกอบกับมาตรการที่รัฐบาลเคยประกาศออกมาเพื่อดูแลค่าเงินยังไม่เห็นนำออกมาดำเนินการ
นอกจากนี้ ปัจจัยเศรษฐกิจตลาดปลายทางยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ที่กำลังซื้อลดลงประเมินจากการสต็อกสินค้าช่วงโกลเด้นวีคของญี่ปุ่นที่มีอยู่น้อยมาก ชี้ให้เห็นว่านโยบายเงินเยนอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐของรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ช่วยให้มีการบริโภคในตลาดดังกล่าวมากนัก ทำให้คาดการณ์ส่งออกไปตลาดญี่ปุ่น ทั้งปี 2556 จะติดลบ 2.15% ส่วนตลาดยุโรปลดลง 1% จากสาเหตุเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐจะมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2% ตามทิศทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว
"การส่งออกครึ่งปีแรกมีสัดส่วน 40% ขณะที่การส่งออกครึ่งปีหลังมีสัดส่วน 60% แต่สถานการณ์ส่งออกยังไม่น่าไว้ใจเพราะการเก็งกำไรค่าเงินจะยังมีอยู่ ซึ่งการลดดอกเบี้ยไม่น่าจะช่วยอะไรได้มากจึงประเมินว่าสิ้นไตรมาส 2 อาจต้องปรับคาดการณ์การส่งออกทั้งปีใหม่และมีแนวโน้มว่าจะต้องปรับลดลง ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขอะไร" นายไพบูลย์ กล่าว
เตรียมทำสมุดปกขาวยื่นนายกฯ
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสรท. กล่าวว่า สรท.กำลังจะจัดทำสมุดปกขาวเรื่องการแก้ไขปัญหาการส่งออก เสนอนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สาระสำคัญ การขอให้รัฐบาลกำหนดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการส่งออกเป็นวาระแห่งชาติ ให้มีการควบคุมดูแลค่าเงินบาท ไม่ให้มีการผันผวนจนเกินไป และไม่แข็งค่ามากกว่าค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค
ดังนั้น ขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ทางการค้าและข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่จะทำให้การส่งออกไทยเสียเปรียบชาติอื่น และสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันด้วยการเจรจาทางการค้าของรัฐบาล ขอให้นำข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งออก ซึ่งได้มีการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ หน่วยราชการ และภาคเอกชน ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อผลักดันการส่งออกของประเทศ เมื่อ 30 มิ.ย. 2555 มาดำเนินการให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ
คาดอาหารแช่แข็งติดลบ 13%
นายผณิศวร ชำนาญเวช กรรมการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอาหารแช่เยือกแข็งปีนี้คาดว่าจะติดลบ 10-13% ซึ่งเป็นการติดลบด้วยตัวเลข 2 หลักเป็นครั้งแรก สาเหตุสำคัญมาจากการส่งออกกุ้งที่มีสัดส่วนต่อการทั้งกลุ่ม 70% ทั้งปีจะลดลง 13-15% ปลา สัดส่วน 20% จะส่งออกเพิ่มขึ้น 10% และปลาหมึก สัดส่วน 10% ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0%
ทั้งนี้ อินเดียเป็นผู้ส่งออกที่สำคัญในตลาดสหรัฐ ปีนี้มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 70% ขณะที่ไทยส่งออกลดลง ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลงจากก่อนหน้านี้ 50% มาอยู่ที่ 35% ในปีที่ผ่านมาและปีนี้คาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาด 24% ขณะที่อินเดียมีส่วนแบ่งตลาด 17% และอินโดนีเซียมีส่วนแบ่งตลาด 16% หากสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งไทยยังเป็นเช่นนี้คือไม่สามารถแก้ปัญหาโรคตายด่วนในกุ้งได้ ทำให้ขาดซัพพลายที่จะป้อนคำสั่งซื้อ และการแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่า ก็คาดว่าในปีหน้าอินเดียจะเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกได้
นายกฯเชื่อธปท.มีมาตรการรองรับ
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มติคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) ที่ให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ขอดูผลจริงๆ ก่อน ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วเราต้องการเห็นเสถียรภาพของค่าเงินบาทและการลดการไหลเข้าของเงินจากต่างประเทศที่มาในรูปแบบตราสารหนี้ หรือการลงทุนในพันธบัตร แต่อยากเห็นการไหลเข้าในรูปแบบการลงทุน ซึ่งต้องขอดูผลว่าเสถียรภาพของค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร และหวังว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมาตรการอื่นๆ เพิ่มเข้ามาลดผลกระทบตรงนี้
"รัฐบาลเป็นห่วง เพราะการที่เศรษฐกิจมีพื้นฐานดี แต่มีการชะลอตัวจะทำให้การเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมายเท่าที่ควร แต่เราได้พยายามบูรณาการทุกส่วนงานและยืนยันว่ารัฐบาลมีความรับผิดชอบ"








