คุกแห่งนี้กำหนดตัวเองเป็น กัปตันแห่งชีวิต ที่จะนำพานักโทษที่เคยพลั้งพลาดในชีวิตกลับคืนสู่สังคม
แปลกแต่จริงที่ "คุก" ประเทศสิงค์โปร์ เลือกที่จะเดินบนเส้นทางองค์กรแห่งความเป็นเลิศอย่างมุ่งมั่น สำหรับประเทศไทยในเรื่องนี้ก็คือ Thailand Quality Award หรือ TQA ส่วนสิงคโปร์ก็คือ Singapore Quality Award หรือ SQA
มิหนำซ้ำ ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ หรือคุกของสิงคโปร์ ยังคว้ารางวัล SQA ประจำปี 2555 อีกด้วย
เป็นการการันตีว่า หน่วยงานหรือองค์กรแห่งนี้มีระบบบริหารจัดการที่สุดยอดเพียงใด
ปัจจุบันคุก ประเทศสิงคโปร์ ทุบสถิติมีจำนวนเจ้าหน้าที่น้อยที่สุด มีผู้ต้องหาทำความผิดติดคุกซ้ำสองน้อยที่สุดเมื่อเทียบในบรรดาคุกในประเทศต่างๆ ที่มีอยู่ในโลก และไม่เคยมีนักโทษสามารถแหกคุกหรือหลบหนีได้เลยแม้แต่คนเดียว
ในงานสัมมนา Thailand Quality Award 2012 Winner Conference หัวข้อ "The Journey to Excellence :How Business Excellence and People Strategy Have Transformed Singapore Prison Service into One of the Most Admirable Prison System in The World" มร.โก ตง ไห่ Director,Intelligence Division Singapore Prison Service (SPS) กล่าวว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้องค์กรแห่งนี้ ซึ่งเคยมีหัวคิดล้าสมัยแปรเปลี่ยนเป็นองค์กรที่มีหัวคิดก้าวหน้า เกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดีเคล็ดลับก็คือ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ต้องอาศัยความค่อยเป็นค่อยไป
"เหมือนเราต้องขับรถเล็กๆ แล้วค่อยขยับไปขับรถบีเอ็มดับเบิลยู" มร.โก ตง ไห่ เปรียบเปรยไว้เช่นนั้น
สำคัญก็คือ ทุกๆ การเริ่มต้น จำเป็นต้องกำหนดวิสัยทัศน์
และวิสัยทัศน์ที่ดี ก็ควรมาจากการระดมสมองของคนทุกๆ คนภายในองค์กร เพราะความมีส่วนร่วมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
ที่สุดลงก็เอยว่า คุกแห่งนี้กำหนดตัวเองให้เป็น กัปตันแห่งชีวิต (Captains of Lives) นำพานักโทษที่เคยพลั้งพลาดในชีวิตกลับคืนสู่สังคม สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง รวม ไปถึงต้องยึดมั่นในเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยไว้อย่างขึ้นใจ
"อุปสรรคสำคัญในความพยายามจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือ ความคิดกับวัฒนธรรมที่มีอยู่แบบเดิมๆ ตอนเราเริ่มต้นบทของกัปตันแห่งชีวิต ยอมรับว่ามีพนักงานเก่าๆ ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม คิดแบบเดิมๆ ไม่ชอบและต่อต้าน เพื่อทำให้เขายอมรับและมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยกัน ก็ต้องเปลี่ยนความคิดพวกเขา รวมถึงสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมใหม่"
แน่นอน เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนมารับแนวคิด หรือวิสัยทัศน์อะไรใหม่ๆ สิ่งที่ต้องทำก็คือ ผู้บริหารต้องใช้เวลาในการพูดคุยทำความเข้าใจกับพนักงาน และต้องทำให้พวกเขาเห็นว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีอย่างไร
แต่ที่ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่สุดยอด เป็นเรื่องที่สุดเยี่ยมและทำให้คนอื่นยอมรับและทำตาม ก็คือการที่ "ผู้นำ" ทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง หรือโรลโมเดล
เขาบอกว่าหากตัวผู้นำองค์กรมีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างแรงกล้า จะสามารถสร้างความเชื่อ และชักนำ ชักจูงคนอื่น ๆเดินตามโดยไม่ยากเย็น ซึ่งเจ้านายของเขาที่เป็นเบอร์หนึ่งของคุกสิงคโปร์นั้นมีคุณสมบัติดังว่าแบบครบถ้วน
จึงไม่เพียงแต่ SQA เท่านั้น คุกแห่งนี้ได้รับรางวัลระดับโลกอื่นๆ อีกมากมาย
อย่างไรก็ดี แนวคิดมอบโอกาสครั้งที่สอง นำนักโทษกลับคืนสู่สังคมของคุกประเทศสิงคโปร์ ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคุกหลายต่อประเทศที่เดินทางมาศึกษาและนำไปปฏิบัติตาม ด้วยโครงการ "yellow Ribbon"
มร.โก ตง ไห่ บอกว่าได้แนวคิดนี้มาจากเพลง Tie a yellow Ribbon Around the Old Oak Tree (ผูกริบบิ้นสีเหลืองรอบต้นโอ๊ค)
หลักใหญ่ใจความของเพลงนี้ก็คึอ มีนักโทษคนหนึ่งซึ่งพ้นโทษ และได้เขียนจดหมายถึงคนรักว่าบัดนี้เขาเป็นอิสระแล้ว เขาอยากรู้ว่าเธอจะยอมรับเขาหรือไม่ หากยังรักและยอมรับ ก็ขอให้เธอผูกริบบิ้นสีเหลืองเป็นสัญญลักษณ์ไว้ที่ต้นโอ๊คหน้าบ้าน
โครงการริบบิ้นสีเหลืองของคุกสิงคโปร์ ได้จัดกิจกรรมมากมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นำนักโทษคืนกลับสังคม อาทิ มีการอบรมทักษะและความรู้เพื่อการประกอบการอาชีพในภายภาคหน้าใหักับนัก โทษ นอกจากนั้นยังมีการไปจัดกิจกรรมหาความร่วมมือกับคนในสังคม และชุมชน ก็เพื่อให้พวกเขาเปิดใจ ให้อภัยและยอมรับนักโทษที่สำนึกผิดและอยากกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งก็เหมือนการผูกริบบิ้นที่ต้นโอ๊คนั่นเอง
ในการสัมมนามีคนตั้งข้อสังเกตุว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ คุกคงไม่ใช่ "นรก" ดูเหมือนจะเป็น "สวรรค์ " ต่างหาก
"สำหรับเราแน่นอนเมื่อทำผิดต้องได้รับการลงโทษเป็นไปตามกฏ แต่ในเวลาเดียวกันเราควรปลุกปลอบจิตใจพวกเขาให้คลายทุกข์ด้วย เราดูแลพวกเขาเหมือนลูก ซึ่งคนเป็นพ่อแม่เองก็เคยตีลูก เพราะอยากให้เขาเป็นเด็กดี "
ความเป็นเด็กดี ในที่สุดก็จะส่งผลดีต่อสังคม ประเทศชาติ
มร.โก ตง ไห่ ยังโชว์ตัวอย่างของนักโทษที่คืนกลับสู่สังคมได้อย่างสง่างาม แต่ที่สุดแล้วเขาบอกว่าเรื่องดีๆ อย่างนี้ก็คงไม่อาจเกิดขึ้นกับคนทุกคน
"ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวของนักโทษเอง เขาต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญ และมีพลังที่สุด ไม่ใช่ต้องคอยให้ใครมาช่วยเหลือ หรือคอยโอบอุ้มเขาไว้ตลอดเวลา"









