เอกชนมั่นใจรัฐบาลแทรกแซงการทำงานของ ธปท.ไม่ได้ ชี้การประชุมร่วมกัน 13 พ.ค. จะทำให้มองปัญหาตรงกัน คลอดแผนแก้ปัญหาระยะยาว
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไปหารือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 13 พ.ค.2556 คงไม่เป็นการแทกแซงการทำงานของ ธปท.เพราะไม่ใช่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน แต่เป็นการหารือร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งอาจมีผู้ที่ไม่เข้าใจการทำงานของภาครัฐตีความว่ารัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการทำงานของ ธปท.ก็ได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ใช่การแทกแซงและเป็นการให้ข้อมูลตรงกันจึงถือเป็นเรื่องดี
นายพรศิลป์ กล่าวว่า การเชิญเอกชนร่วมประชุมด้วยก็จะทำให้ภาคเอกชนรับทราบข้อมูลเดียวกัน โดยถ้าข้อมูลใดที่เป็นความลับและอาจมีผลต่อการเก็งกำไรก็คงไม่ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบทั้งหมด และภาคเอกชนก็เข้าใจความจำเป็นนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการให้ความเห็นที่แตกต่างกันไปและถ้าทุกคนได้ฟังข้อมูลชุดเดียวกันก็คงเข้าใจกัน และหลังการประชุมครั้งนี้ต้องการเห็นแผนการทำงานระยะยาวเพราะปัจจุบันเมื่อเกิดปัญหาก็โทษกันไปมา โดยปัญหานี้อาจเกิดขึ้นอีกทำให้ภาคเอกชนต้องการเห็นการวางแผนรับมือไว้ตั้งแต่มาตรการเบาไปหาหนัก และเมื่อเกิดปัญหาก็ให้นำมาใช้ทันทีไม่ต้องมาหารือกันอีก
ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นว่าการลดดอกเบี้ยเป็นมาตรการหนึ่งที่อาจแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าได้ แต่มาตรการนี้ไม่ได้อยู่ในข้อเสนอ 4 ข้อ ที่ ธปท.รายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ถ้า ธปท.เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกันก็อาจอธิบายให้ภาคเอกชนรับฟังว่าเพราะอะไร
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ผู้ส่งออกเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่สามารถสั่งการ ธปท.ได้เพราะถ้ารัฐบาลสั่งได้ก็คงสั่งไปนานแล้วไม่ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องหลายเดือน แต่ที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็ไม่ได้แสดงบทบาทอะไรที่จะใช้เครื่องมือทางการคลังมาจัดการกับปัญหาเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกคาดว่าหลังการประชุมวันที่ 13 พ.ค.นี้ แล้ว คงไม่มีการประกาศมาตรการอะไรออกมาจัดการปัญหานี้ แต่เป็นการจัดประชุมเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และที่ผ่านมา ธปท.ก็ยังไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรที่แสดงให้นักเก็งกำไรมองว่าไทยเอาจริงกับการจัดการปัญหาเงินบาทแข็งค่า ซึ่งต่างจากออสเตรเลียที่ประกาศมาตรการออกมาแก้ปัญหา









