วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.-กนง.ถก3ชั่วโมง แถลงการณ์อุ้มบาท

บอร์ด กนง. ออกแถลงการณ์ดูแลค่าบาท หลังจากถกยาวกว่า 3 ชั่วโมง พร้อมออกมาตรการ หากค่าเงินแข็งเกินพื้นฐาน รับกังวลค่าเงินผันผวน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน โดยจะดำเนินนโยบายแก้ปัญหา หากว่าอัตราแลกเปลี่ยนไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ
กนง. ออกแถลงการณ์ หลังจากหารือร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วานนี้ (30 เม.ย.) ซึ่งถือเป็นการประชุมเพิ่มเติมนัดพิเศษ เพราะว่านอกจาก ธปท.จะสรุปข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนให้แก่ กนง. ได้รับทราบแล้ว ทางด้าน กนง.ยังได้หารือถึงแนวทางจัดการกับปัญหาเงินบาทที่แข็งค่า โดยใช้เวลาหารือกันตั้งแต่ 15.00 น. ถึงเวลาประมาณ 18.30 น.

การหารือร่วมดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประชุมร่วมกับ ธปท.และ กระทรวงการคลัง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนายกิตติรัตน์ระบุว่าต้องการให้มีการหารือกันในกนง. โดยต้องการให้พิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับ 2.75% หรือ กรณีไม่ลดดอกเบี้ยก็ขอให้หามาตรการอื่นเสนอมาให้พิจารณา

แถลงการณ์ของกนง. ระบุว่า คณะกรรมการ กนง. ได้ประชุมเพื่อรับฟังการรายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนจาก ธปท. และร่วมหารือถึงสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน โดย กนง.ได้ติดตามสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทอย่างใกล้ชิด ตลอดจนประเมินผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมการ กนง. ประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทช่วงที่ผ่านมา มีสาเหตุสำคัญจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ทำให้นักลงทุนต่างประเทศมีความเชื่อมั่น ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทก็เป็นโอกาสที่เอื้อให้เอกชนสามารถลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

สำหรับในแง่ลบนั้น การแข็งค่าของเงินบาทได้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก และผู้ส่งออกที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ สินค้าเกษตร และแรงงานในสัดส่วนที่สูง อย่างไรก็ตาม การปรับตัวอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการได้ช่วยลดทอนผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง ซึ่ง กนง. ประเมินว่า แม้การแข็งค่าของเงินบาทจะมีผลกระทบ แต่เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวได้ สอดคล้องกับการประเมินของหน่วยงานอื่นๆ

บาทเกินพื้นฐานพร้อมออกมาตรการ

แถลงการณ์ระบุอีกว่า คณะกรรมการฯ มีความห่วงใยต่อความผันผวนและการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทในระยะที่ผ่านมา ซึ่งบางช่วงอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ กนง.จึงเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ ภายใต้กรอบการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้วางไว้แล้ว รวมถึงการผสมผสานมาตรการและการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเกินพื้นฐานเศรษฐกิจ ในช่วงที่ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ เคลื่อนไหวที่ระดับ 28.50 บาทต่อดอลลาร์

เผยไม่ได้หารือเรื่องลดดอกเบี้ย

แหล่งข่าวจาก กนง. เปิดเผยว่าในการหารือที่ประชุมได้ข้อสรุปถึงแนวทางจัดการกับปัญหาค่าเงินบาทที่ชัดเจนและได้วางกรอบการปฏิบัติให้กับทางธปท. โดยมอบหมายให้ ธปท.สามารถดำเนินการได้ทันที หากเห็นว่าเงินบาทยังคงแข็งค่าเร็วเกินไป โดยไม่ต้องรอการประชุมนัดปกติ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 พ.ค. นี้

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ในการหารือวานนี้ ไม่ได้หารือเรื่องการลดดอกเบี้ย โดยมีการรายงานภาวะเศรษฐกิจ ค่าเงิน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ถ้าค่าเงินบาทอ่อนจะดำเนินการอย่างไร แม้ขณะนี้จะอ่อนตัวไปอยู่กว่า 29 บาทต่อดอลลาร์ แต่มีความผันผวนสูง ซึ่งจะต้องมีการจัดการอย่างไร

"ถ้า 29 บาทพอไปได้ แต่ถ้าแข็งไปที่ 28 ควรมีการวิเคราะห์และตั้งรับกับค่าเงินที่แข็งไปในระดับนี้ โดยจากนี้ไปปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธปท.ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลค่าเงินและพร้อมออกมาตรการได้ทันที หากค่าเงินบาทส่อไปในทางแข็งค่าเร็ว และการให้ข้อมูล ไม่ว่าค่าเงิน หรือมาตรการที่จะมาใช้ต้องเป็นเอกภาพ มีคนเดียวที่ชี้แจงเพื่อให้เป็นในทิศทางเดียวกันและห้าม กนง.ทุกคนให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนเพื่อป้องกันความสับสน "

คลังหอบจดหมายแบงก์ชาติรายงานนายกฯ

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า รายงานให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทราบว่าจากการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สศช.มีความเห็นว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีผลกระทบกับผู้ส่งออก รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ก็รายงานว่าการแข็งค่าของเงินบาทกระทบต่อการส่งออก และส่งผลกระทบต่อยอดสั่งซื้อสินค้าที่ลดลง

ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงใช้อำนาจในฐานะที่เป็นผู้รักษา พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสอบถาม 3 ประเด็น ได้แก่ 1.อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อเงินทุนไหลเข้าอย่างไร 2.การใช้เงินดูดซับสภาพคล่องจะเกิดผลกระทบอย่างไร และ 3.ข้อเสนอแนะที่ ธปท.มีต่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสถานการณ์อย่างนี้เป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมการ ธปท.ได้มีหนังสือชี้แจงกลับมาว่าไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของ ธปท. ดังนั้น นายกิตติรัตน์ จึงส่งหนังสือไปถึงนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.ให้ชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ซึ่งก็ได้รับหนังสือตอบกลับจากผู้ว่าการ ธปท.มาแล้ว และนำหนังสือให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ

'ประสาร'แจงเงินไหลเข้าตราสารระยะยาว

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ในหนังสือตอบกลับของผู้ว่าการ ธปท.เนื้อหาหลัก ระบุว่าจากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดของธปท. พบว่าเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้ระยะยาว มากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นหรือการลงทุนในลักษณะการเก็งกำไรในระยะสั้น โดยการลงทุนส่วนหนึ่งมาจากความมั่นใจในเศรษฐกิจของไทย

ดังนั้น ธปท.จึงมีความเห็นว่าหากมีการลดดอกเบี้ยลง จะมีผลต่ออัตราการเติบโต ในการขยายตัวของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ มีความสามารถในการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์แค่เพียง 40% ทั้งนี้ ในการประชุม กนง.เพื่อรับฟังข้อมูลสถานการณ์ต่างๆ คณะทำงานของ ธปท.ก็จะได้รายงานข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ รวมทั้งข้อกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าของรัฐบาลให้กนง.ได้รับทราบด้วย

"ธปท.รายงานว่าการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ ตั้งแต่ต้นปีส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดพันธบัตร มากกว่าตลาดหุ้นซึ่งหวังผลระยะยาว โดยมีสัดส่วนประมาณ 8 เท่าของเงินทุนไหลเข้าทั้งหมด สมมุติว่ามีเงินไหลเข้ามา 4,000- 5,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่จะลงทุนในตลาดพันธบัตร และเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นเพียง 500 ล้านดอลลาร์เท่านั้น" นายอารีพงศ์ อธิบายถึงหนังสือที่ผู้ว่าการ ธปท.ตอบกลับมาให้ รมว.การคลัง

ทั้งนี้ การลงทุนในระยะยาว ถือว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทย สถานการณ์ในขณะนี้เป็นเรื่องของการบริหารอนาคต ดังนั้นการจะออกมาตรการอะไรออกมา ต้องพิจารณาให้รอบคอบเพราะในอนาคตประเทศไทย จะมีการลงทุนหลายเรื่องซึ่งอาจเกิดผลกระทบได้

ธปท.รับภาระแทรกแซงบัญชีติดลบ

ส่วนคำถามที่กระทรวงการคลังสอบถาม ถึงการขาดทุนของ ธปท.ในการดูดซับสภาพคล่องจากเงินทุนไหลเข้า ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตัวเลขคงไม่สามารถเปิดเผยได้ บอกได้แต่เพียงว่า ธปท.มีภาระในการดูดซับสภาพคล่องในระบบมากขึ้น มีผลขาดทุนและทำให้บัญชีของ ธปท.ติดลบ

สำหรับ มาตรการที่กระทรวงการคลังใช้อยู่ในขณะนี้ คือ การควบคุมไม่ให้การกู้เงินในต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการประชุมทุกเดือนเพื่อเร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจรีบชำระเงินสำหรับสินค้าที่ต้องนำเข้า และมีการเร่งรัดชำระหนี้ในส่วนที่เป็นเงินทุนต่างประเทศ เพื่อช่วยให้มีเงินตราไหลออกไป นอกจากนั้นก็ให้ข้อมูลอยู่ตลอดว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เอกชนไทย จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งก็มีมาตรการสนับสนุนในการคืนภาษี

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินงานอย่างเต็มที่ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลังช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก ที่อาจจะได้รับผลกระทบ ซึ่งแม้ในขณะนี้การส่งออกในภาพรวมของประเทศ จะได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังมีการเติบโต โดย 4 เดือนที่ผ่านมาการส่งออกของประเทศโตได้ถึง 4% ซึ่งขณะนี้ยังคงเป้าหมายส่งออกไว้ที่ 8-9%

ธปท.แจงดูแลบาทใช้3ปัจจัย

ด้าน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังเข้าพบผู้ว่าการ ธปท. วานนี้ว่า ส.อ.ท. แจ้งให้ ธปท. ทราบว่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบกับการส่งออก และต้องการให้เข้ามาดูแลให้ค่าเงินมีเสถียรภาพและไม่แข็งค่ามากกว่าภูมิภาค

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า นายประสารชี้แจงว่าการดูแลในช่วงนี้ต้องพิจารณา 3 ปัจจัยร่วมกัน คือ 1.เงินทุนไหลเข้า 2.อัตราดอกเบี้ย และ 3.อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ ธปท.จะไปดูว่าแต่ละส่วนจะให้น้ำหนักอย่างไร และดำเนินการเมื่อไร โดยที่ผ่านมาอาจจะดูเฉพาะอัตราเงินเฟ้อและเงินทุนไหลเข้า

เผยบาทแตะ28แข็งเกินพื้นฐาน

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ส.อ.ท.และ ธปท.เข้าใจตรงกันว่านโยบายช่วงนี้ต้องใช้แบบผสมผสาน และเข้าใจตรงกันว่าจะดูอัตราดอกเบี้ยและเงินทุนไหลเข้าแล้วปล่อยอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้ รวมทั้งเข้าใจร่วมกันว่าค่าเงินบาทที่แตะ 28 บาท เป็นระดับที่แข็งค่าเกินพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้ว 6-7% ถือว่าแข็งค่าเกินมาตรฐาน

"ส.อ.ท.ต้องการเห็นค่าเงินบาทกลับที่ระดับเดิม 30 บาท โดยถ้าค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลง ก็ควรให้เงินบาทอ่อนค่าลงด้วย ซึ่งเอสเอ็มอีให้ความเห็นว่าเงินบาทที่แข็งมากกว่า 30 บาท รับไม่ไหวแล้ว ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ เห็นว่าถ้าแข็งค่ามากกว่า 29 บาท จะรับไม่ไหว" นายพยุงศักดิ์ กล่าว

เผยแบงก์ชาติรับดูทุกด้านให้ดีหมดนั้นยาก

ทั้งนี้ ส.อ.ท.จะติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดต่ออีกระยะ เพราะช่วงนี้เงินบาทอ่อนค่าลง โดยถ้าเงินบาทแข็งค่าอีก ก็คงไม่รอการประชุม กนง.ในวันที่ 29 พ.ค. 2556 และคงหาทางนัดเข้าพบ ธปท.อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ภาครัฐมีมาตรการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนที่เข้มขึ้น

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างให้ข้อมูล โดย ธปท.ยืนยันว่าการกำหนดดอกเบี้ยนโยบาย ต้องดูหลายปัจจัยรวมถึงค่าเงินบาทด้วย แต่ ธปท.ยังไม่มีคำตอบว่าจะลดหรือไม่ลด ดอกเบี้ยนโยบาย เพราะว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

"แบงก์ชาติให้ความเห็นว่าจะดูแลทั้งดอกเบี้ยนโยบาย การควบคุมเงินทุนไหลเข้าและอัตราแลกเปลี่ยนให้ดีทั้งหมด 3 เรื่องไม่ได้ แต่ภาคเอกชน ก็ต้องการให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและมีวิธีการดูแลเรื่องต่างๆ แบบผสมผสาน"

เผย ธปท. รับเจรจาเฮดจ์ฟันด์ปิดช่องเก็งกำไร

นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ธปท. แจ้งให้ ส.อ.ท.ทราบว่าจะพูดคุยกับเฮดจ์ฟันด์ ว่า ไทยมีมาตรการดูแลค่าเงินบาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจและถ้ามีปัญหาอะไรก็จะเข้าไปควบคุมดูแล ซึ่ง ธปท.ชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นกิจกรรมที่จะดำเนินการหลังจากนี้ ธปท.ไม่ได้ชี้แจงว่าจะไปหารือกับใคร เมื่อใด และภาคเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะว่าจะมีผลทางจิตวิทยาและเป็นการส่งสัญญาณให้กองทุนเก็งกำไรรับรู้ว่าจะมีการดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น โดยถ้า ธปท.จะใช้กลไกที่มี มาดูแลอัตราดอกเบี้ยและเงินทุนไหลเข้า เพื่อให้สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนดีขึ้น ก็เป็นไปได้

ส.อ.ท. ได้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบเงินบาทแข็งค่าต่ออุตสาหกรรมใหญ่ เช่น ยานยนต์ โดยที่ผ่านมา ธปท.เห็นว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า แต่ปัจจุบันการผลิตรถยนต์ส่งออกใช้วัตถุดิบภายในประเทศ 90% จึงได้รับผลกระทบเหมือนอุตสาหกรรมอื่น