วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รถร่วมฯหวั่น'เมล์เอ็นจีวี'ฉุดขาดทุน

รถร่วมฯผวาเมล์เอ็นจีวีทำขาดทุนเพิ่ม! ขอปรับค่าโดยสารขึ้นอีก 2 บาท อ้างผู้โดยสารลดจากโครงการรถเมล์ฟรี-รถคันแรก

หลังจากรอมานานสำหรับโครงการจัดหารถโดยสารใช้เอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้ขสมก.จัดซื้อรถโดยสารใช้เอ็นจีวี จำนวน 3,183 คัน วงเงินรวม 13,162 ล้านบาท แบ่งเป็นรถโดยสารธรรมดา 1,659 คัน ราคาคันละ 3.8 ล้านบาท และรถโดยสารปรับอากาศ 1,524 คัน ราคาคันละ 4.5 ล้านบาท

การที่ขสมก.มีรถโดยสารใหม่ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น เพราะมีรถโดยสารเพียงพอต่อการให้บริการ ประชาชนไม่ต้องเสียเวลารอนานเช่นในปัจจุบัน หมดปัญหารถเสียระหว่างทางและเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัด โดยขสมก.คาดว่าผู้ใช้บริการจะเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 2.5 ล้านเที่ยว จากปัจจุบัน 1.7 ล้านคนเที่ยว และจะมีกำไรจากการให้บริการ เพราะสามารถประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก โดยเฉพาะต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีแทนน้ำมันดีเซลสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้เดือนละ 109 ล้านบาท หรือปีละ 1,311 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น คงต้องรอพิสูจน์ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะมีโอกาสน้อยมากที่ประชาชนที่มีรถยนต์ส่วนตัวจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บริการรถโดยสารสาธราณะ เพราะการเดินทางด้วยรถโดยสารไม่มีความสะดวกรวดเร็วเท่าที่ควร ขณะเดียวกันโครงการระบบขนส่งมวลชนอื่น เช่น รถไฟฟ้า ยังเตรียมขยายเส้นทางเพิ่มขึ้นในอนาคต รถโดยสารสาธารณะจึงจำเป็นต้องปรับบทบาทเป็นระบบขนส่งรอง(Feeder) ไม่ได้เป็นระบบขนส่งหลักอีกต่อไป

นายวิทยา เปรมจิตร์ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชน กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าปริมาณผู้โดยสารของขสมก.จะเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันปริมาณผู้โดยสารมีแนวโน้มลดลง โดยผู้โดยสารรถร่วมบริการลดลงประมาณ 30% ซึ่งเป็นผลจากโครงการรถเมล์ฟรีและโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารถโดยสาร โดยขสมก.รับรู้ปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี

นอกจากนั้น จำนวนรถโดยสารในปัจจุบันถือว่าเกินความต้องการ โดยขสมก.และรถร่วมบริการ มีรถโดยสารรวมกันประมาณ 8 พันคัน ขณะนี้รถร่วมบริการประมาณ 30% ต้องหยุดให้บริการเพราะประสบปัญหาการขาดทุน

"หากขสมก.นำรถใหม่มาให้บริการ พร้อมปรับเส้นทางเดินรถให้สั้นลงเหลือ 115 เส้นทาง จะทำให้ทั้งขสมก.และรถร่วมบริการประสบปัญหาผู้โดยสารลดลงอย่างมาก และไม่สามารถแข่งขันกับรถผิดกฎหมายและรถตู้โดยสารได้ เพราะรถผิดกฎหมายสามารถเลือกเส้นทางที่มีผู้โดยสารมาก ขณะที่รถโดยสารทั่วไปต้องปฏิบัติตามระเบียบ"

อย่างไรก็ตาม แม้การใช้เอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงจะช่วยประหยัดต้นทุนได้ แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆยังคงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าอะไหล่ และค่าแรงงาน ขณะที่อัตราค่าโดยสารในปัจจุบันไม่ได้รับการปรับให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา สมาคมฯได้เสนอขอปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารสำหรับรถธรรมดาอีก 2 บาท และรถปรับอากาศอีกระยะละ 2 บาท หลังจากที่เคยเสนอขอปรับราคาในปี 2555

สำหรับประเด็นที่ต้องจับตาในการจัดหารถใหม่ของขสมก. คือ ความโปร่งใส ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงการจัดหารถของขสมก.ซึ่งเริ่มมา 8 ปีไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะผ่านการทบทวนแผนมาหลายครั้ง เริ่มจากการซื้อรถปรับอากาศใช้เอ็นจีวี 4,000 คัน ต่อมาปรับลดเหลือ 2,000 คัน ก่อนจะเพิ่มเป็น 6,000 คัน และปรับลดเหลือ 4,000 คัน ส่วนแนวทางการจัดหามีทั้งการซื้อและการเช่ารวมค่าซ่อมบำรุง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงในโครงการจัดซื้อรถโดยสารใช้เอ็นจีวีของขสมก. คือ คุณภาพรถต้องเหมาะสมกับราคา โดยรัฐบาลกำหนดราคากลางรถธรรมดาคันละไม่เกิน 3.8 ล้านบาท รถปรับอากาศคันละไม่เกิน 4.5 ล้านบาท ขณะที่รถโดยสารทั่วไปราคาอยู่ระหว่าง 2-10 ล้านบาท ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก การกำหนดเงื่อนไขทีโออาร์จึงต้องให้เกิดความสมดุลระหว่างราคาและคุณภาพรถ

"ผมกำชับขสมก.ให้กำหนดเงื่อนไขทีโออาร์อย่างรอบคอบ ป้องกันการได้ของคุณภาพต่ำในราคาสูง เช่น รถราคา 4 ล้านบาทแต่คุณภาพจริงแค่ 2 ล้านบาท เหมือนถูกย้อมแมว รถโดยสารจากจีนก็ราคาหนึ่ง รถโดยสารยุโรปก็อีกราคาหนึ่ง"

อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯมั่นใจว่าราคากลางที่รัฐบาลกำหนดเป็นราคาที่เป็นธรรม ไม่ว่าผู้ผลิตรถโดยสารจากชาติใดสามารถแข่งขันได้แน่นอน สำหรับวิธีการป้องกันไม่ให้ได้รถโดยสารคุณภาพต่ำในราคาสูงนั้น จะต้องจัดให้มีการประกันสัญญาที่เข้มข้น

นายฉัตรชัย ชัยวิเศษ ผู้ประกอบการรถร่วมบริการ และที่ปรึกษาสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชน กล่าวว่า ราคากลางรถปรับอากาศคันละไม่เกิน 4.5 ล้านบาท ถือเป็นราคาที่เหมาะสม โดยเป็นราคาที่ค่อนข้างต่ำ เชื่อว่าผู้ผลิตรถจะมีกำไรน้อยมาก หากทีโออาร์กำหนดให้เป็นรถเกียร์ออโต้ ราคาจะเพิ่มขึ้นคันละประมาณ 600,000 บาท ส่งผลให้กำไรลดลงไปอีก

"ผมคุยกับผู้ผลิตรถจากจีนว่ารถปรับอากาศคันละ 4.5 ล้านบาททำได้หรือไม่ พบว่าราคารถอยู่ที่คันละ 3.6 ล้านบาท เมื่อรวมค่าใช้จ่ายและภาษีนำเข้า ทำให้ราคาอยู่ที่ 3.9 ล้านบาท เหลือส่วนต่าง 6 แสนบาท แต่ถ้าเป็นเกียร์ออโต้จะไม่เหลือกำไร ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตไม่กล้าร่วมประมูล"