วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ภัทธีรา'ย้ำราคาหุ้นทุกอย่างต้องอยู่ที่พื้นฐาน

"ภัทธีรา"ระบุเพิ่มหลักประกันที่20%เหมาะสมบริหารความเสี่ยง ย้ำตลาดหุ้นไทยทุกอย่างต้องอยู่ที่พื้นฐาน

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์”กรุงเทพธุรกิจทีวี”เรื่อง”รับมือหุ้นผันผวน-เพิ่มหลักประกัน" หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นร่วง 100 จุด และช่วง2-3วันนี้หุ้นไทยกลับรีบาวด์อีกครั้ง

นางภัทธีรา กล่าวว่า มีมติว่าเพิ่มหลักประกัน 15 เป็น 20 % ตามที่ได้มีรายงานไปก่อนหน้านี้จะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พ.ค. เพื่อให้มีเวลาปรับตัวและเตรียมตัวที่พอเพียง มีการทำการศึกษาปัจจุบันในวันที่เราซื้อเรายังไม่ได้ชำระเงินจะมี 3 วันทำการ ซึ่งจะมีความเสี่ยงในเรื่องนี้ ถ้าหุ้นขึ้นหรือตกลงไป เพราะฉะนั้นมีการเรียกหลักประกัน จากการที่เราได้ให้อาจารย์มาศึกษาความเสี่ยงในช่วงนี้ ก็คือ หลักประกันที่เหมาะสมอยู่ที่ 20% ซึ่งเราไม่ได้เรียก 20%ทันทีในอดีต เพราะไม่อยากให้เป็นภาระมากเกินไป ค่อยๆปรับขึ้น มาถึงในช่วงนี้ภาวะตลาดหุ้นเริ่ม ร้อนแรงอยู่บ้าง ก็มีการขึ้นมาพอสมควรอย่างรวดเร็ว อาจต้องมาดูความเสี่ยงระบบต้องมีการบริหารจัดการที่ดี แต่ว่าบางคนอาจจะสับสนไปผูกเรื่องนี้กับเรื่องสกัดกั้นการเก็งกำไร ซึ่งเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน อันนี้เป็นมาตรการบริหารความเสี่ยงของระบบมากกว่าที่จะ เป็นเรื่องการสกัดกั้นการเก็งกำไร

นางภัทธีรา กล่าวว่า ตัวเลขที่ศึกษามาอยู่ที่ 20-25 % แต่คิดว่า 20 % เหมาะสมในภาวะปัจจุบันไม่อยากให้เป็นภาระมากเกินไปของลูกค้า ลูกค้าส่วนใหญ่ จะไม่ได้ถูกผลกระทบเลย เนื่องจากว่าเรานับทั้งเงินและหุ้นซึ่งลูกค้าที่มีหุ้นที่ซื้อขายอยู่ เป็นประจำ ก็จะมีหลักประกันตรงนี้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องเอาเงินมาวางเพิ่ม กลุ่มที่จะมีผลกระทบ ก็คือเป็นกลุ่มที่ซื้อขายอย่างรวดเร็ว อย่างพวกเบเทรด ซึ่งบางทีอาจไม่เก็บหุ้นไว้ ก็ต้องมีหลักประกันขึ้นต้นก่อนถึงจะเริ่มซื้อขายได้ หรือนักลงทุนคนใหม่ที่เพิ่งเปิดบัญชี ในการนี้เราอยากเน้นชัวร์ว่ากันเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ จะได้ลดความเสี่ยงลงด้วย เป็นการ สร้างวินัยที่ดีในการลงทุน

นางภัทธีรา กล่าวอีกว่า สถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการคุยกันบ้าง อยู่ในภาวะที่ตกใจเล็กน้อย โดยหาเหตุผลประกอบการขายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่ก็เป็นข่าวลือบ้าง หรือเป็น เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เลยทำให้ตื่นตกใจกันไปบ้าง ยกตัวอย่างฟลอสเซลในระบบมีฟลอสเซลน้อยมาก แต่ก็เอามาเป็นประเด็นในการที่จะขาย ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย แต่ข้อดีก็คือว่าตอนนี้นักลงทุน กลับมาซื้อหุ้นพื้นฐานกันมากเป็นพัฒนาการที่ดี

"ตลาดหุ้นไทยทุกอย่างต้องอยู่ที่พื้นฐานคือ ราคาหุ้นอาจจะเกินเลยได้บ้างบางช่วง แต่ถ้าเราไปดูพื้นฐานมันจะทำให้เราไม่ได้จ่ายราคาที่เหมาะสม ควรต้องศึกษาหาความรู้ในหุ้นที่ตัวที่เราลงทุนให้มาก และก็มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ไม่ใช่กระจุกอยู่ตัวใดตัวหนึ่ง อันที่สอง ตลาดหุ้นไทยเราต้องมีสัดส่วนของนักลงทุนที่เป็นสถาบันมากขึ้น อันนี้มีส่วนด้วย เช่น นักลงทุนหน้าใหม่ ที่ยังไม่ชำนาญอาจจะไปซื้อขายผ่านกองทุนรวม ซึ่งอันนี้ก็จะเหมือนมี ผู้จัดการมาช่วย ในขณะที่เราให้เขาลงทุนให้เราก็ศึกษาไปด้วย เมื่อมีความพร้อมแล้วค่อย เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ก็จะช่วยให้มีความแข็งแรง "นางภัทธีรา กล่าว

นางภัทธีรา กล่าวด้วยว่า ช่วง 2-3 วันนี้ตลาดหุ้นมีการรีบาวด์มาถึง 5-60 จุด จริงๆ แล้วพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังรองรับหุ้นที่ไปได้สูง กว่านี้ เป้าหมายในหลายบริษัทก็ยังไปได้เพียงแต่ขึ้นมาเร็ว และแรงเกินไป นักลงทุนควร ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานจริงๆ จะสบายใจขึ้นมาก

"ตอนนี้มี 2 เรื่อง เรื่องบทวิเคราะห์ เนื่องจากปีนี้หุ้นสวิสจากกลุ่มหุ้นใหญ่ในอดีตมาเป็นหุ้นกลาง และเล็ก โบรกเกอร์ก็กำลังสวิสการทำบทวิเคราะห์จากหุ้นใหญ่มาเป็นหุ้นเล็กลง อันนี้ต้องใช้เวลา เพราะกว่าจะสร้างโมเดลกว่าจะไปสวิสรู้จักกับบริษัทจะมีเวลาอยู่บ้างต้องให้เวลานิดหนึ่ง เร็วๆ นี้ ก็จะมีบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมหุ้นที่มีขนาดเล็กลงมากขึ้น บทบาทที่สอง คงเป็นเรื่องการสัมมนา อบรม ซึ่งตอนนี้โบรกเกอร์ต้องเร่งให้ความรู้มากขึ้น ทั้งในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงออกไปสู่นักลงทุนต่างจังหวัด ซึ่งสมาคมมีนโยบายจะให้ผลักดันให้โบรกเกอร์ไปช่วยนักลงทุนต่างจังหวัดมากขึ้น ให้มีความรู้ในการลงทุนที่ดี”นางภัทธีรา กล่าวย้ำ