ผู้บริหารกิฟฟารีน ระบุ เตรียมดันสมาชิกสายเลือดใหม่ ขยายธุรกิจสูรายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท
การบริหาร "กิฟฟารีน" ภายใต้การนำทัพของ พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ด้วยวิธีการดำเนินธุรกิจที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ จนวันนี้แบรนด์ "กิฟฟารีน" สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มแมส กลายเป็นเครือข่ายธุรกิจขายตรงแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จทางด้านการตลาด สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งจากแบรนด์ต่างชาติได้ ด้วยยอดขายอันดับ 2 ในธุรกิจขายตรงหลายชั้น
ในวันนี้ กิฟฟารีน ตั้งเป้าเติบโตอย่างท้าทายว่ารายได้จะทะลุ 1 หมื่นล้านบาท ใน 5 ปี นับจากปี 2555 ที่ปิดตัวเลขไปที่ 5,878 ล้านบาท การจะก้าวไปถึงเป้าหมายดังกล่าว กิฟฟารีน ได้วางกลยุทธ์ทางการตลาดไว้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ การวางสินค้าใหม่ โปรโมชั่น การนำระบบซีอาร์เอ็ม รวมถีงการทำตลาดที่เข้มข้น
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่าด้วยความที่เป็นแบรนด์ไทย ดังนั้นสนามแข่งจึง"ไม่ธรรมดา" โจทย์ที่ต้องหาคำตอบ คือ การหาจุดต่าง (Differentiation) ในการวาง Positioning ของสินค้า จุดต่างจึงต้องมีใน 2 ส่วน คือผลิตภัณฑ์ที่เสนอต่อลูกค้า และระบบบริหารเครือข่าย
เริ่มจากสินค้า ซึ่งกลยุทธ์ไม่เน้นการออกสินค้าใหม่มากนัก ปีนี้จะมีสินค้าใหม่ประมาณ 10 รายการ และยังเน้นไปที่กลุ่มเฮลท์แอนด์บิวตี้ ตามเทรนด์ผู้บริโภค แม้สินค้าใหม่จะเป็นตัวกระตุ้นยอดขาย แต่ต้องบริหารให้ดี ดูเวลาให้เหมาะสม อย่างเช่น เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่นิยมการมีผิวขาวมาแรงต่อเนื่อง จึงได้มีการออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม อะบาโลน คอลลาเจน มาตอบโจทย์ผู้บริโภค ซึ่งทำยอดขายแล้วถึง 13 ล้านขวด
"ในแง่การบริหารการจัดการ หากป้อนสินค้าใหม่เข้าไปมากเกินไป สมาชิกนักธุรกิจ อาจโฟกัสไม่ถูก ยังไม่ทันได้เรียนรู้หรือเข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่ดีพอ ก็มีตัวใหม่เข้ามาอีก อาจทำให้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ"
พญ.นลินี บอกว่าการไต่ไปสู่ระดับยอดขาย 1 หมื่นล้าน "เราต้องเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10-15% การบริหารเครือข่ายถือเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญ"
จากแนวโน้มกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มมากขึ้น และยังมีรุ่นเจเนอเรชั่น 2 ของนักธุรกิจอิสระที่เริ่มเข้ามาทำธุรกิจต่อจากรุ่นพ่อแม่มากขึ้น คิดเป็นสัดส่วนแค่ 5% จากเมื่อ 3-5 ปีที่แล้ว ขึ้นมาถึง 20% ในปัจจุบันของจำนวนสมาชิกกว่า 6 ล้านรหัส เป็นนักธุรกิจ 5 แสนรหัส ซึ่งกลุ่มดังกล่าวจะเป็นแรงผลักดันยอดขายของบริษัทในอนาคต ซึ่งจะปรับรูปแบบการทำตลาดให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยปีนี้วางงบ 40% ของงบการตลาดรวม 100 ล้านบาท เพื่อการทำโฆษณาสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ พร้อมทั้งปรับผลตอบแทนในรูปแบบใหม่ที่ให้นักธุรกิจทำงานได้ง่ายขึ้น ยิ่งกว่านั้นกลยุทธ์การเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ คือการพัฒนาสินค้าใหม่จะออกมารองรับตลาดกลุ่มดังกล่าว
"ด้วยไลฟ์สไตล์ของนักธุรกิจและผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาจำกัด ต้องการอะไรที่สะดวกและรวดเร็ว เราต้องปรับรูปแบบการทำตลาดเช่นเดียวกัน"
หนึ่งในแผนการตลาด คือการสร้างศูนย์ธุรกิจ ที่เป็นแฟกชิฟ สไตล์ ขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 1 ไร่ ในย่านมีนบุรี ใช้งบลงทุน 60 ล้านบาท ศูนย์ธุรกิจแห่งนี้ นอกจากจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ศูนย์อบรมแล้ว จะมีการใส่ความบังเทิงและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์ไสตล์คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี และปีนี้จะโฟกัสการทำ "ซีอาร์เอ็ม" ด้วยการตั้ง "กิฟ คลับ" ขึ้นมา เพื่อสร้างความใกล้ชิดและสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิก เพราะเชื่อว่าสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การขยายสมาชิกเพิ่มขึ้น"
ปีนี้ตั้งยอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยนโยบายหลักจะเน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจ ผ่านเครื่องมือทางการตลาดอย่าง “กิฟฟารีน แชนแนล” ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่างต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นและแคมเปญต่างๆ
พงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวเสริมถึงแผนการตลาดในปี 2556 ว่า จะเน้นหนักใน 4 กลยุทธ์เป็นสำคัญ ซึ่งได้แก่ การฝึกอบรม ซึ่งแบ่งเป็นการอบรมด้านผลิตภัณฑ์และการอบรมด้านธุรกิจ ที่มีการพัฒนาบุคลากรและหลักสูตรให้เข้าใจง่าย มีความทันสมัย เพื่อให้นักธุรกิจนำไปขยายงานได้ง่ายขึ้น, การประชาสัมพันธ์และการใช้เครื่องมือทางการตลาดต่างๆ ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มเครื่องมือที่ช่วยในการขยายช่องทางทางการตลาดมากขึ้น, การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยบริษัทได้วางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนมี.ค.และก.ย.นี้
สุดท้าย กิฟฟารีนแชนแนล ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีก่อน โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากสมาชิกกิฟฟารีนกว่าแสนหลังคาเรือน โดยในปีนี้จะเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นผู้ชมทั่วไป โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งเนื้อหาสาระและความบันเทิง
จากความเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรม"ขายตรง" จะเติบโตได้อีกมาก เพราะยังมีสัดส่วนตลาดน้อยมากเมื่อเทียบกับธุรกิจค้าปลีก การประกาศว่าจะทำยอดขายให้ถึง 1 หมื่นล้านภายใน 5 ปี "ไม่ใช่เรื่องยาก" สำหรับขายตรงหมายเลข 2 ของเมืองไทย









