วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อดีตปลัดคลังแนะเก็บภาษีทรัพย์สิน

อดีตปลัดคลังแนะเก็บภาษีทรัพย์สิน ลดช่องว่างคนจนคนรวย สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นโยบายการเงินกับการคลังต้องสอดคล้องกัน โดย 4 หน่วยงานหลักต้องหารือกัน คือกระทรวงการคลัง ธปท. สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) อย่างไรก็ดี แต่ละหน่วยงานมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ความคิดเห็นจึงอาจต้องแตกต่างกันบ้าง การหารือกันด้วยเหตุผลจะแก้ไขได้

อย่างไรก็ตาม ระยะหลังเข้าใจว่าทั้ง 4 หน่วยงานไม่ค่อยได้คุยกัน เช่น วิวาทะเรื่องดอกเบี้ย เท่าที่ฟังเข้าใจว่าไม่ได้คุยกันทั้งต่อหน้าและทางโทรศัพท์ มีแต่สื่อสารกันทางจดหมาย และแลกเปลี่ยนความเห็นกันผ่านสื่อ ทำให้ดูว่าไม่ประสานสอดคล้องกัน ถ้าได้คุยกันมากกว่านี้ น่าจะมีเหตุผลที่พอยอมรับกันได้

"เหตุผลในเรื่องดอกเบี้ย ฝ่ายหนึ่งอยากให้ลดดอกเบี้ยเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว กระตุ้นเศรษฐกิจ และชะลอเงินทุนจากต่างประเทศที่กำลังไหลเข้า ขณะที่ อีกฝ่ายบอกว่า ลดดอกเบี้ยแล้วจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากเกินไป เกิดฟองสบู่ และไม่ส่งผลให้เงินไหลเข้าชะลอตัว ทั้งสองแนวคิดอาจจะถูกฝ่ายหนึ่ง ผิดฝ่ายหนึ่ง หรือถูกทั้งคู่ และผิดทั้งคู่ เพราะบางนโยบายจะทราบผลก็ต่อเมื่อนำไปใช้ปฏิบัติแล้ว คำตอบจึงไม่ได้มีคำตอบเดียว ฉะนั้นการหารือกันน่าจะดีที่สุด และนำไปสู่คำตอบที่ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย"เขากล่าว

อดีตปลัดกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่า ปัญหาเงินไหลเข้าไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยวิธีการทางดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่อาจแก้ด้วยการทำให้เงินไหลออก แทรกแซงค่าเงิน หรือควบคุมการไหลเข้าของเงิน คือ ต้องเก็บเงินไว้ระยะหนึ่งก่อนนำออกไปได้ แต่ก็จะเกิดผลทางจิตวิทยาค่อนข้างกว้างขวาง หรือควบคุมการไหลเข้าด้วยการเก็บภาษี แต่ก็มีหลายคนบอกว่าวิธีหลังนี้ไม่ได้ช่วยอะไรมาก สรุปก็คือปัญหานี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว ต้องหารือกันจึงจะหาทางออกได้
หนุนออกกฎหมายเก็บภาษีทรัพย์สิน

นายสถิตย์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่นโยบายการเงินการคลังนั้น นอกจากจะมุ่งสร้างความเจริญและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแล้ว ต้องมีผลสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจด้วย ซึ่งหากย้อนดูตัวเลขเมื่อปี 2553 จะพบว่า มีจำนวนคนไทยที่อยู่ใต้เส้นความยากจนจำนวน 5.8 ล้านคน ลดลงจากปี 2543 ที่มีถึง 12.5 ล้านคน การที่จำนวนคนจนลดลงเป็นเรื่องดี แต่ปรากฏว่าช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยยังสูงมาก คนรวยมากที่สุด 20% แรก กับคนจน 20% สุดท้าย มีรายได้แตกต่างกันถึง 11.3 เท่า และเป็นอยู่แบบนี้มานานแล้ว นี่คือความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ฉะนั้น นโยบายการเงินการคลังในระยะยาวต้องมุ่งเข็มว่า ทำอย่างไรให้คนจนหลุดพ้นจากความยากจน และลดช่องว่างระหว่างรายได้ กระจายรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น

"ผมคิดว่านโยบายภาษีของเราต้องปรับ ต้องมีภาษีทรัพย์สินโดยเร็วที่สุด ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินมากต้องเสียภาษีมาก ที่ผ่านมาเรายังไม่มีภาษีที่คิดจากฐานทรัพย์สินอย่างแท้จริง แม้แต่ภาษีโรงเรือนก็คิดจากฐานรายได้ของตัวโรงเรือนนั้น ฉะนั้นต้องเร่งออกกฎหมายนี้มาใช้บังคับเพื่อมุ่งสูงความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจไทย"นายสถิตย์ กล่าว