คลังเร่งฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์-แบงก์อิสลาม ก่อนใส่เงินเพิ่มทุนเอสเอ็มอีแบงก์ 555 ล้านบาท ยันไม่ควบกิจการ-ไม่แข่งแบงก์พาณิชย์
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เสนอแผนฟื้นฟูเข้ามาได้สั่งให้กลับไปทำแผนให้ชัดเจนอีกครั้ง คาดว่าจะได้ข้อสรุปและชี้แจงต่อสาธารณะปลายสัปดาห์นี้ เพื่อเดินหน้าบริหารจัดการองค์กร การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความชัดเจน และเพื่อให้คณะกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูซึ่งมีบุคคลจากกระทรวงการคลังและที่ปรึกษาร่วมเดินหน้าแก้ปัญหา
ทั้งนี้ ภายในไตรมาส 1 ของปีนี้จะพิจารณาเพิ่มทุนให้กับเอสเอ็มอีแบงก์จำนวน 555 ล้านบาท เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงแผนปรับโครงสร้างระยะเวลา 3 ปี เพื่อปรับปรุงบริหารความเสี่ยง การพัฒนาเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้
ปัจจุบันเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์อยู่ที่ 29,000 ล้านบาท เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) 4.6% เมื่อเพิ่มทุนแล้วจะทำให้มีเงินกองทุน 4,000 ล้านบาท
ส่วนการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลนั้นมีวงเงินประมาณ 7,000 ล้านบาท ที่ต้องแก้ไข แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การปรับปรุงกฎเกณฑ์บางส่วน และการผ่อนปรนเรื่องการกันสำรอง เพราะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในส่วนที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบมี 2,000 ล้านบาท
โดยวันที่ 18 มีนาคมนี้ เตรียมจัดงานเอสเอ็มอี โรดแมพ เพื่อบูรณาการร่วมสถาบันการเงินรัฐ และยืนยันจะไม่มีการควบรวมกิจการกับธนาคารใดเพื่อเป้าหมายการดูแลประชาชนและรายย่อย โดยไม่แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์
ด้านนายสมชัย สัจจพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ ต้องให้เวลาคณะทำงานแผนฟื้นฟูของเอสเอ็มอีแบงก์และไอแบงก์ ทำการฟื้นฟูกิจการของธนาคารในช่วง 3-6 เดือน
ขณะที่กระทรวงการคลังได้ติดตามความคืบหน้าทุกสัปดาห์ เมื่อครบกำหนดแล้วจะนำแผนมาพิจารณาว่าจะเพิ่มทุนให้ในสัดส่วนเท่าใดกับทั้ง 2 แห่ง แต่ฐานะทางการเงินทั้ง 2 แห่งดีขึ้น โดยขอความร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้ฝากเงินไว้อย่าถอนออกไปใช้จ่ายจำนวนมากจนกระทบต่อฐานะ
สำหรับการปล่อยสินเชื่อได้เข้มงวดแล้ว โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อของรายใหญ่ แต่รายย่อยจะพิจารณาให้สินเชื่อตามปกติ









